สูญญากาศ

               ทุกวันนี้  นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบอนุภาคขนาดเล็กมาก( จุลอนุภาค ) อาทิเช่น โมเลกุล, อะตอม,โปรตอน,ควอร์ก และนิวทรีโน      นักวิทยาศาสตร์ยังยึดถือความคิดที่ว่า อนุภาคเล็กๆเหล่านี้ ประกอบกันขึ้นเป็น อนุภาคที่ใหญ่กว่า  ซึ่งก็ถูกต้อง         อย่างไรก็ตามมีปัญหาด้านแนวคิดคำจำกัดความ   ที่ยังไม่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม  กล่าวคืออนุภาคเล็กๆเหล่านี้  สามารถประกอบกันขึ้นเป็นมิติๆ หนึ่ง  หรือ หลายมิติ     ซึ่งในนั้นมีทั้งความลึก และขอบเขตกว้างใหญ่เช่นเดียวกับ มิติที่เราอาศัยอยู่นี้ 

                ในการศึกษาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกเขานั้น  นักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนๆ สันนิษฐานว่า มีสสารชนิดหนึ่งดำรงอยู่  ซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า " อีเธอร์ "  ( และเข้าใจว่ามันเป็นตัวกลางชนิดหนึ่ง  )  ที่มีความหนาแน่นสูงมาก  อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ในเวลานั้นไม่สามารถระบุได้ว่า  ทำไมเราจึงไม่สามารถรู้สึกได้ ถึง สสารนั้น  ถ้ามันมีอยู่โดยรอบตัวเราจริงแล้ว   สสารที่มีความหนาแน่นสูงเช่นนั้น (เป็นหมื่นเท่า หรือ มากกว่า  ความหนาแน่นของเหล็ก)  เราจะไม่ติดอยู่ในสสารนั้น ละหรือ ?   ต่อมา" แมคสัน " ได้ทำการทดลอง เรื่องการรบกวนต่อสายตา  แต่เขาก็ไม่สามารถพบ อีเธอร์ ได้

                จากมุมมองของผู้บำเพ็ญธรรม  เราทราบว่าทัศนะของนักวิทยาศาสตร์นั้น  อันที่จริงก็ก่อรูปจาก ความรู้แบบเฉพาะส่วน   รู้ในบางสิ่ง หาใช่ทั้งหมด        โดยความเป็นจริงนั้น มีสสารมากมายหลายชนิดอยู่รอบตัวเรา  จากอนุภาคที่เล็กที่สุด จนถึง อนุภาคโมเลกุลในมิตินี้   จำนวนนับไม่ถ้วน   ในระหว่างอนุภาคขนาดต่างๆเหล่านั้น  อนุภาคในระดับชั้นหนึ่ง จะไม่มีผลกระทบต่ออนุภาคระดับชั้นอื่น       อนุภาคในมิติที่ใหญ่กว่า จะแทรกซึม อนุภาคในมิติที่เล็กกว่า      ช่องว่างระหว่างระดับชั้นของอนุภาคหนึ่งๆนั้น จะมโหฬารมาก   ตัวอย่างเช่น ช่องว่างที่นิวเคลียสของอะตอมครอบครองอยู่  เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆหมื่นส่วน  ของขนาดอะตอมทั้งหมด  ซึ่งเคยได้รับการพิสูจน์โดยการทดลองทางวิทยาศาสตร์

                ในความเป็นจริง  อีเธอร์เป็นสิ่งที่เล็กยิ่งกว่าโมเลกุล  และมันก็แทรกซึมอยู่ในทุกๆสิ่ง  เมื่ออีเธอร์ก่อรูปเป็นวัตถุใด  ก็จะมีความหนาแน่นมาก ทว่ามันเล็กกว่าอนุภาคโมเลกุล      ดังนั้นอีเธอร์จึงไม่เพียงแต่ไม่ทำให้คนติดอยู่  แต่มันกลับแทรกซึมอยู่ในคน       ทำไมการทดลองเรื่องการรบกวนต่อสายตา ของ " แมคสัน " จึงได้สรุปว่า อีเธอร์ ไม่มีอยู่จริง ?         เหตุผลก็คือ แสง และปรากฎการณ์ที่ตรวจพบ ขณะเฝ้าสังเกตุการทดลอง ด้วยเครื่องมือและการวัดต่างๆ ล้วนสร้างขึ้นมาจากสสารระดับโมเลกุล   ซึ่งถูกจำกัดอยู่ในสนามเวลา ของ มิติระดับโมเลกุลนั่นเอง  ข้อจำกัดดังกล่าว  ทำให้ความสามารถในการเฝ้าสังเกตุ ของนักวิทยาศาสตร์  ถูกจำกัดไปด้วยในตัว

                ไม่ใช่ว่าสสารต่างๆ จะดำรงอยู่  ก็แต่ในที่ๆ ตาเนื้อของคนเราสามารถมองเห็นได้เท่านั้น     แต่เป็นเพราะตาของเรานั้นมองเห็นเฉพาะสิ่งต่างๆในมิติโมเลกุล ที่เรียกว่า  มิติระดับโมเลกุลที่ใหญ่ที่สุด   ทุกคนรู้ว่าอากาศรอบตัวเรานั้นไม่สามารถมองเห็นได้   แต่อย่างไรก็ตาม  ก็มีโมเลกุลของอากาศอยู่ ในอากาศ  ทว่าเป็นโมเลกุลที่มีขนาดเล็กเกินกว่า ตาของเราจะมองเห็นได้      เมื่อเรามองดูอวกาศนอกโลก  ทุกสิ่งแลดูมืดไปหมด    ซึ่งเราเรียกว่า สูญญากาศ  จริงๆแล้ว ส่วนที่แลดูมืดนั้น  มีโมเลกุลของสสารที่เล็กยิ่งกว่าโมเลกุล ของอากาศเสียอีก    ซึ่งเกินขีดความสามารถที่ตาเราจะเห็นได้  รวมทั้งไม่อาจตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือใดๆ

                โมเลกุลของสสารที่อยู่นอกโลกนั้น เล็กยิ่งกว่า  พวกที่อยู่รอบ หรือ อยู่ใกล้โลก      ทำให้เกิดเส้นแบ่งของระดับมิติ ของสสารที่ต่างขนาดกัน            เมื่อสิ่งมีชีวิตในระดับชั้นของมิติที่สูงกว่า มองดูคนบนโลก  บินจากไต้หวัน ไป ขั้วโลกใต้ หรือ อเมริกา  เขาจะเห็นว่า นั่นเป็นเพียงการเคลื่อนแบบ คืบคลานไปมาแบบมด ในขอบเขต บรรยากาศหนึ่งเท่านั้น         และชั้นบรรยากาศนี้ก็บางมาก ตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์     ถ้าโลกเปรียบเหมือนผลแอปเปิ้ล  ชั้นบรรยากาศที่ว่า ก็บางยิ่งกว่าเปลือกแอปเปิ้ลอีก

                บางคนพูดว่า ทุกวันนี้ ยานอวกาศสามารถบินอยู่เหนือโลกได้   ซึ่งถูกต้อง   แต่อย่างไรก็ตาม   นักบินอวกาศก็ไม่มีทางที่จะอยู่ในอวกาศได้นาน   พวกเขาต้องพึ่งพาอุปกรณ์ต่างๆในการดำรงชีพอยู่ในอวกาศ           มิติโดยรอบ ถัดจากโลกไป  ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่า เทพ    เป็นการสร้างให้สอดคล้องต่อสภาพแวดล้อมในการดำรงชีพที่จำเป็นต่อโครงสร้างทางกายภาพของมนุษย์ในมิตินี้      มิติที่อยู่เหนือชั้นบรรยากาศโลก  ไม่ใช่มิติที่มีสภาพแวดล้อมในการดำรงชีพอย่างเดียวกันกับโลก   ทุกๆดวงดาวในระบบสุริยะจักรวาลของเรานี้ มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่  ทั้งสิ้น  ยกเว้นดวงจันทร์   เพียงแต่ว่าสิ่งมีชีวิตบางอย่าง  อยู่ในมิติหรือระดับชั้นที่แตกต่างกัน    ต้าฝ่า( หลักธรรมใหญ่ )  ได้ให้สิ่งแวดล้อมเพื่อการยังชีพ แก่ สรรพชีวิตในทุกระดับชั้น

                องค์ประกอบมากมายในรังสีจากดวงอาทิตย์ เป็นอันตรายต่อมนุษย์  ก็เพราะองค์ประกอบของโมเลกุลในโครงสร้างทางกายภาพของมนุษย์  ไม่สามารถทนต่อพลังงานในระดับสูงเช่นนั้นได้ เช่น รังสีอุลตร้าไวโอเลต, รังสีแกมม่า  และรังสีคอสมิก พลังงานสูง ชนิดอื่น    ชั้นบรรยากาศรอบโลก ถูกสร้างขึ้นเพื่อกรองรังสีเหล่านี้   ปกป้องสภาพแวดล้อมที่มนุษย์ดำรงชีพอยู่นี้  ให้ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์เฉพาะที่เหมาะสมกับคนเรา   เฉกเช่นเดียวกับชั้นบรรยากาศของดาวดวงอื่น  ก็ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน

                เหนือไปจากระบบสุริยะจักรวาลที่เราอยู่นี้    จะมีเส้นแบ่งหรือแนวขอบเขตของมิติ  อีกระบบหนึ่ง   ซึ่งสสารที่นั่น ยิ่งเล็กลงไปอีก   ยิ่งไปกว่านั้น มิติและดวงดาวของที่นั่นก็ใหญ่ยิ่งกว่า                 สิ่งมีชีวิตของที่นั่นสามารถมองเห็นระบบสุริยะจักรวาลมากมายใน กาแลคซี่  และมองออกว่า ระบบสุริยะจักรวาลเหล่านั้น เป็นเช่นดาวดวงน้อยๆ คล้ายลูกแก้วลูกเล็กๆ   อย่างกับของเล่นที่กลิ้งในมือ   น่าสนุกอะไรปานนั้น

                นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าระยะทางระหว่างระบบสุริยะจักรวาลหนึ่งๆนั้นไกลมากๆ  และยิ่งไกลมากขึ้นไปอีกสำหรับระยะทางระหว่าง กาแลคซี่ต่างๆ       ต้าฝ่า ได้สร้างขอบเขตให้กับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในระดับชั้นต่างๆ  ดังนั้นความพยายามใดๆของสิ่งมีชีวิตในระดับชั้นหนึ่งๆ   ที่จะก้าวล่วงขึ้นไปสู่ระดับชั้นที่สูงกว่า  ขอบเขตของตนจึงเกือบจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง  มนุษย์ถูกจำกัดให้เคลื่อนไหวอยู่บนพื้นผิวโลก  เช่นเดียวกับที่  สรรพชีวิตที่อยู่ในตรีภูมิ ถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขตของ ระบบสุริยะจักรวาล         นอกจากนี้ระยะทางที่ยาวไกลดังกล่าวข้างต้น  ยังได้ชี้ว่า  สิ่งมีชีวิตในระดับยิ่งสูง   ระยะทางที่เขาสามารถเคลื่อนไปได้ยิ่งมาก         ความกว้างใหญ่ไพศาลของโลก  ของสิ่งมีชีวิตที่สูงกว่า     เป็นสิ่งที่สุดจะประมาณสำหรับมนุษย์เรา      อาจารย์หลี่กล่าวว่า  สรรพชีวิตนับไม่ถ้วน มีอยู่เต็มไปหมดทั่วจักรวาล        มีสวรรค์ และ โลกต่างๆในทุกระดับชั้น     ภาพที่ปรากฏนั้นยิ่งใหญ่ ลึกล้ำ  และสุดจะหยั่งวัดได้         ซึ่งกล่าวสำหรับสิ่งมีชีวิต ใน วังวนนี้ ( หมายถึง มนุษย์  ) แล้ว   มันคือความมืดบอดเลยทีเดียว           ความปรารถนาที่จะเห็นภาพอันมหัศจรรย์นี้  ง่ายที่จะกล่าวออกมา แต่  ที่ยากคือการบำเพ็ญ         ประดุจการไต่บันไดที่ลอยคว้างอยู่ 

ความมืดบอดพลันมลายไป ที่ ยอดดอย      เป็นที่ซึ่ง ความมหัศจรรย์ทั้งปวงจะเผยออกมา   เหนือคำบรรยายใดๆ (จาก " หง อิ๋ง " เรื่อง " หมี; วังวน " )

                มิติเหนือกาแลคซี่นั้น   ยิ่งใหญ่อลังการยิ่งกว่าอีก  และสสารก็ยิ่งเล็กๆ ๆ ๆ   ลงไปอีก       ในสูญญากาศของระบบสุริยะจักรวาล บางคราวจะมีชิ้นส่วนคล้าย เทหวัตถุ ( meteors ) ปรากฏขึ้นมา          ในสูญญากาศของกาแลคซี่     อาจจะมีวัตถุคล้ายก๊าซ เช่น เนบิวล่า ( กลุ่มหมอกควัน รูปทรงแปลกๆ  หลากสีสัน )  ส่วนสูญญากาศเหนือกาแลคซี่    จึงจะเป็นความมืดที่สมบูรณ์แท้    ที่ซึ่งสสาร  มีขนาดเล็กอย่างยิ่งยวด   อย่างไรก็ตาม  ความมืด  นั้นมิได้หมายความว่า ไม่มีสสารใดๆอยู่เลย          ในมิติของสสารที่เล็กมาก            โมเลกุล  หรือ สิ่งมีชีวิตที่ใหญ่กว่า     ก็ยากที่จะดำรงอยู่ได้    เนื่องจากปราศจากสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับพวกมัน

                สสารจุลภาค ก็มีการส่งผ่านแบบคลื่นเสียง คล้าย ในโลกโมเลกุลของเรา           การส่งผ่านของแสงในระหว่างสสารจุลภาคยิ่งรวดเร็วกว่า         นั่นคืออัตราเร็วในการส่งผ่าน จะแปรผันไปตามระดับชั้นของ สสารขนาดต่างๆกัน       เมื่อแสงเดินทางไปตามลำดับชั้นจากมิติหนึ่ง   ไปอีกมิติหนึ่ง ในจักรวาล   ความเร็วของมันก็จะเร็ว และช้า   เป็นห้วงๆไป      ตามการเคลื่อนที่ของสสารภายใต้ข้อกำหนดของสนามเวลาในแต่ละมิติ

                กล่าวมาถึงจุดนี้   เราได้พิจารณาสิ่งที่อยู่เหนือกาแลคซี่ ในฐานะ มิติๆหนึ่ง      อย่างไรก็ตาม จักรวาลในลักษณะนี้ในฐานะที่เป็นมิติๆ หนึ่ง ก็ประกอบขึ้นจากกาแลคซี่มากมาย    นักวิทยาศาสตร์ยังมิได้พบ โครงสร้างจักรวาลที่ใหญ่กว่า     การอภิปรายนี้ได้ล่วงไปไกลมาก   แต่ก็ยังไปถึง แค่ เส้นแบ่งเขตของมิติจักรวาล ในแนวระนาบเท่านั้น ในขณะที่ยังคงมีการเชื่อมโยงของมิติต่างๆในแนวดิ่งอีก       แต่หากจะเทียบสิ่ง  ที่กล่าวไปแล้วทั้งหมด กับความลึกล้ำมหัศจรรย์ของหลักธรรมใหญ่แห่งจักรวาลแล้ว     ก็เปรียบได้เพียงน้ำ หยดหนึ่งใน ห้วงมหาสมุทรเท่านั้น  !!           ดังนั้น หากชีวิตหนึ่งเบี่ยงเบนออกไป หรือ หลงคิดว่าตนอยู่เหนือ หลักธรรมใหญ่แล้ว    มันย่อมเป็นสิ่งที่น่าเศร้า เป็นอย่างยิ่ง