จ้วนฝ่าหลุน
โดยอาจารย์หลี่
หงจื้อ
ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
ในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมมีคำกล่าวที่เรียกว่า ธาตุไฟแทรก ซึ่งก็ส่งผลมากมายใหญ่หลวงต่อฝูงชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีคนส่วนหนึ่งนำเรื่องเช่นนี้ไปโพนทะนาเสียร้ายแรง จนทำให้บางคนไม่กล้าฝึกพลัง(กง) เมื่อคนได้ยินว่าฝึกพลัง(กง)แล้วธาตุไฟจะแทรก ก็ตกใจไม่กล้าฝึก ความจริงแล้วข้าพเจ้าจะบอกกับทุกท่านว่า ธาตุไฟแทรกนั้นแท้จริงแล้วไม่มีมีคนไม่น้อยเป็นเพราะจิตใจไม่เที่ยงตรง ชักนำวิญญาณแปลกปลอมเข้ามา จิตสำนึกหลัก(จู่อี้ซื่อ)ของตัวเองไม่สามารถควบคุมตัวเองไว้ได้ ยังหลงเข้าใจว่านี่ก็คือพลัง(กง) ร่างกายถูกวิญญาณแปลกปลอมครอบงำ สติเลอะเลือน ทั้งร้องทั้งตะโกน ผู้ที่พบเห็นเลยเข้าใจว่าฝึกพลัง(กง)แล้วจะเป็นแบบนี้ ก็ตกใจไม่กล้าฝึก พวกเราเองไม่น้อยที่คิดว่านี่ก็คือพลัง(กง) นี่เป็นการฝึกพลัง(กง)ที่ไหนล่ะ นี่เป็นเพียงสภาพของการบำบัดรักษาโรคในขั้นที่ต่ำที่สุด แต่มันกลับอันตรายมาก ถ้าท่านเคยชินกับสภาพเช่นนี้ จิตสำนึกหลัก(จู่อี้ซื่อ)ของท่านไม่สามารถควบคุมท่านเอง ดังนั้นร่างกายของท่านก็อาจถูกจิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)หรือสื่อสัญญาณจากภายนอก หรือวิญญาณแปลกปลอมเข้ามาควบคุม ก็อาจเกิดพฤติกรรมที่เป็นอันตรายบางอย่าง และเป็นการทำลายต่อวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมมาก มันเกิดขึ้นเพราะจิตใจของคนเราไม่เที่ยงตรง ยึดติดต่อการโอ้อวดตัวเองต่างหาก นี่ไม่ใช่ธาตุไฟแทรก บางคนไม่รู้ว่าเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ได้อย่างไร เขาก็พูดเรื่องธาตุไฟแทรก ความจริงการฝึกพลัง(กง)จะไม่มีเรื่องของธาตุไฟแทรก คนส่วนใหญ่มักได้ยินคำนี้มาจากผลงานทางวรรณกรรม หรือหนังสือนิยายกำลังภายใน ไม่เชื่อท่านลองไปเปิดดูตำราโบราณ หนังสือการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ไม่มีเรื่องเช่นนี้ มีธาตุไฟแทรกที่ไหนกัน จะไม่มีเรื่องเช่นนี้ปรากฏอย่างแน่นอน
ธาตุไฟแทรกที่คนทั่วไปเข้าใจมีหลายรูปแบบด้วยกัน ที่ข้าพเจ้ากล่าวไปนั้นก็เป็นรูปแบบหนึ่ง สืบเนื่องจากจิตใจตัวเองไม่เที่ยงตรง ชักนำวิญญาณแปลกปลอมเข้ามา มีสภาพจิตต่างๆ เช่น แสวงหาท่าพลังลมปราณ(ชี่กง)ต่างๆ เพื่อโอ้อวด บางคนแสวงหาความสามารถพิเศษโดยตรงหรือฝึกวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอม เมื่อฝึกไปตัวเองมักเคยชินกับการปล่อยให้จิตสำนึกหลัก(จู่อี้ซื่อ)ผ่อนคลาย อะไรก็ไม่รู้ มอบร่างกายให้คนอื่นไป สติเลอะเลือนปล่อยให้จิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ) หรือสื่อสัญญาณจากภายนอกมาควบคุมร่างกาย แสดงกิริยาท่าทางแปลกๆ ออกมา บอกให้เขากระโดดตึกเขาก็กระโดดตึก บอกให้เขากระโดดน้ำเขาก็กระโดดน้ำ ตัวเองก็ไม่คิดที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ร่างกายได้มอบให้คนอื่นไปเสียแล้ว นี่ไม่เรียกว่าธาตุไฟแทรก แต่เรียกว่าฝึกพลัง(กง)จนหลงทางผิด เกิดขึ้นเพราะตั้งใจทำเช่นนี้ตั้งแต่เริ่มต้น คนจำนวนมากคิดว่าการตกอยู่ในภวังค์ก็คือการฝึกพลัง(กง) ความจริงแล้วสภาพเช่นนี้หากไปฝึกพลัง(กง)จริงๆ ก็จะนำไปสู่ผลร้ายแรงในภายหลัง นี่ไม่ใช่การฝึกพลัง(กง) เป็นผลพวงจากการยึดติดและแสวงหาของคนธรรมดาสามัญ
อีกกรณีหนึ่งคือในขณะฝึกพลัง(กง) ลมปราณ(ชี่)อุดตันอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในร่างกาย หรือลมปราณ(ชี่)ขึ้นถึงกระหม่อมแล้วลงมาไม่ได้ เขาก็เกิดความกลัว ร่างกายของคนเราก็เหมือนกับจักรวาลเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักพลัง(กง)ของสายเต๋าเวลาฝ่าด่านจะพบกับความยุ่งยากเหล่านี้ ฝ่าด่านไปไม่ได้ ลมปราณ(ชี่)ก็จะวนเวียนอยู่ ณ บริเวณนั้น ไม่เฉพาะแต่บริเวณกระหม่อม ส่วนอื่นๆ ก็เช่นกัน แต่จุดที่ไวต่อความรู้สึกของคนก็คือกระหม่อม ลมปราณ(ชี่)พุ่งขึ้นสู่กระหม่อมแล้วย้อนกลับลงมา เมื่อไม่สามารถฝ่าด่านไป เขาจะรู้สึกว่าหนักศีรษะ ศีรษะเป่งบวม เหมือนกับสวมหมวกพองลมใบหนาเป็นต้น แต่ลมปราณ(ชี่)จะไม่เกิดผลในการบังคับใดๆ มันก็ไม่นำความยุ่งยากอะไรมาสู่คน และไม่อาจทำให้คนเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย บางคนไม่เข้าใจสภาพที่แท้จริงของพลังลมปราณ(ชี่กง) ก็แสดงความคิดเห็นไปในทางพิสดารที่ไม่ถูกไม่ควร ผลก็คือนำไปสู่ความสับสน จนผู้คนต่างเข้าใจว่าหากลมปราณ(ชี่)ขึ้นสู่กระหม่อมแล้วลงมาไม่ได้ก็จะเกิดธาตุไฟแทรก เกิดการผิดพลาดขึ้นเป็นต้น สุดท้ายทำให้หลายๆ คนหวาดกลัว
การที่ลมปราณ(ชี่)ขึ้นสู่กระหม่อมแล้วลงมาไม่ได้นั้น เป็นเพียงสภาพการณ์ในช่วงเวลาหนึ่ง บางคนใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน ครึ่งปีก็ยังลงมาไม่ได้ หากลงมาไม่ได้ หาอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ที่แท้จริงช่วยแนะนำก็ลงมาได้แล้ว ฉะนั้นเมื่อเราฝึกพลัง(กง)เวลาฝ่าด่านไม่ได้ หรือลมปราณ(ชี่)ลงมาไม่ได้ ให้เราหาสาเหตุทางด้านจิต(ซินซิ่ง)ดูว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เราหลงอยู่ ณ ระดับชั้นนั้นๆ นานเกินไป ควรจะต้องยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้นแล้ว เมื่อท่านสามารถยกจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้นอย่างแท้จริง ท่านจะพบว่ามันสามารถลงมาได้ หากท่านมัวแต่ยึดการเปลี่ยนแปลงทางพลัง(กง)ในร่างกายโดยไม่เน้นการเปลี่ยนแปลงทางจิต(ซินซิ่ง) มันเป็นการรอให้ท่านพัฒนายกระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้น จึงจะสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์ คนเราถ้าหากลมปราณ(ชี่)ติดขัดก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น มักเป็นผลจากจิตใจของตัวเอง ยิ่งไปฟังอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมพูดว่าเมื่อลมปราณ(ชี่)ขึ้นสู่กระหม่อมแล้ว จะเกิดอาการผิดปกติอะไร เขาก็เกิดความหวาดกลัว พอเกิดความหวาดกลัวก็อาจจะนำมาซึ่งความยุ่งยากจริงๆ เพราะเมื่อท่านเกิดกลัว ก็คือจิตหวาดกลัว นั่นไม่ใช่จิตยึดติดหรือ เมื่อท่านเกิดจิตยึดติด มิต้องขจัดมันออกไปหรือ ยิ่งกลัวก็ยิ่งเหมือนป่วยไข้ ต้องขจัดจิตใจเช่นนี้ออกไปให้ได้ ให้ท่านได้รับบทเรียนครั้งนี้ เพื่อขจัดจิตหวาดกลัวทิ้งไป และยกระดับขึ้นมา
ในการบำเพ็ญปฏิบัติของผู้ฝึกพลัง(กง)ต่อไปจะรู้สึกไม่สบาย ร่างกาย จะปรากฏพลัง(กง)ต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งแรงกล้าเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในร่างกายของท่าน ทำให้ท่านไม่สบายตัวอย่างนี้อย่างนั้น สาเหตุที่ทำให้ท่านไม่สบายตัวที่สำคัญเป็นเพราะท่านกลัวว่าร่างกายจะเจ็บป่วยเป็นอะไร ที่จริงแล้วภายในร่างกายของท่าน ได้กำเนิดสิ่งที่แรงกล้าแล้ว เป็นพลัง(กง)ทั้งนั้น เป็นความสามารถพิเศษทั้งสิ้น และยังมีสิ่งมีชีวิตอีกมากมาย หากมีการเคลื่อนไหว ท่านจะรู้สึกว่าร่างกายเกิดอาการคัน ปวด ทนไม่ไหว เป็นต้น ปลายเส้นประสาทก็ไวต่อความรู้สึกมาก จะปรากฏออกมาในลักษณะต่างๆ ตราบใดที่ร่างกายของท่านยังไม่ถูกสสารพลังสูงแปรเปลี่ยน ก็จะมีความรู้สึกเช่นนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องดี การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม หากท่านคิดอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาสามัญ คิดอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองมีโรค แล้วจะฝึกอย่างไร ในระหว่างการฝึกพลัง(กง)ของเรา เวลาพบกับทุกข์ภัย ท่านยังคงทำตัวเป็นคนธรรมดาสามัญ ข้าพเจ้าว่าในเวลานั้นจิต(ซินซิ่ง)ของท่าน ก็ตกลงไปอยู่ในระดับของคนธรรมดาสามัญแล้ว ปัญหาก็อยู่ที่ตรงนี้ อย่างน้อยที่สุดท่านก็ตกลงไปอยู่ในระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญเสียแล้ว
พวกเราผู้ฝึกพลัง(กง)ที่แท้จริง ควรต้องมองปัญหาจากระดับชั้นที่สูงมากๆ จะใช้มุมมองของคนธรรมดามองปัญหาไม่ได้ เวลาที่ท่านคิดว่ามีโรค ก็อาจจะทำให้เป็นโรคขึ้นมาจริงๆ ก็ได้ เพราะเมื่อท่านคิดว่ามีโรค จิต(ซินซิ่ง)ของท่านก็สูงเท่ากับคนธรรมดาสามัญ ผู้ที่ฝึกพลัง(กง)และบำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่จริงจังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการณ์เช่นนี้ จะไม่ทำให้เกิดโรค ทุกคนคงทราบคนที่ป่วยจริงๆ เป็นเพราะจิตใจป่วยเสีย 7 ส่วนป่วยจริงเพียง 3 ส่วน โดยมากจิตใจของคนมักจะทรุดก่อน หรือไปไม่ไหวเสียก่อน รู้สึกหนักใจมาก ก็ทำให้อาการของโรคทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว โดยมากจะเป็นเช่นนี้ ยกตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมามีคนๆ หนึ่ง ถูกมัดอยู่บนเตียง จับแขนของเขาขึ้นมา และบอกเขาว่าจะปล่อยให้เลือดเขาไหล ต่อจากนั้นปิดตาทั้ง 2 ข้างของเขาเสีย กรีดที่ข้อมือของเขาหนึ่งที(ความจริงไม่ได้ปล่อยให้เลือดเขาไหล) แล้วก็เปิดก๊อกน้ำให้เขาได้ยินเสียงน้ำหยด ติ๋ง ติ๋ง เขาคิดว่าเลือดของเขากำลังหยดอยู่ สักครู่เดียวคนๆ นี้ก็ตายไป ซึ่งความจริงไม่ได้ปล่อยให้เลือดเขาไหลออกเลย ที่ไหลนั้นเป็นน้ำประปา แต่จิตใจของเขาทำให้เขาถึงแก่ความตาย เมื่อท่านคิดอยู่เสมอว่าท่านมีโรค ดีไม่ดีก็จะทำให้ตัวท่านเองเป็นโรคจริงๆ ได้ เพราะจิต(ซินซิ่ง)ของท่านได้ตกลงไปถึงระดับพื้นฐานของคนธรรมดาสามัญไปเสียแล้ว ดังนั้นคนธรรมดาสามัญย่อมต้องเจ็บไข้ได้ป่วย
ผู้ฝึกพลัง(กง)หากท่านคิดเสมอว่ามันคือโรค ในความเป็นจริงก็คือท่านไปแสวงหา ท่านแสวงหาโรค โรคภัยไข้เจ็บนั้นก็จะแทรกเข้าไป การเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) จิต(ซินซิ่ง)ควรจะต้องสูง ท่านอย่าได้หวาดกลัวว่าเป็นโรค ความหวาดกลัวโรคก็คือจิตยึดติด ก็จะนำความยุ่งยากมาสู่ท่านเช่นกัน ในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจะต้องชำระกรรม ชำระกรรมก็ย่อมต้องทุกข์ทรมาน ไม่มีหรอกที่จะอยู่สุขสบายแล้วก็เพิ่มพลัง(กง) ไม่เช่นนั้นท่านจะขจัดจิตยึดติดไปได้อย่างไร ข้าพเจ้าจะเล่านิทานในพุทธศาสนาให้ท่านได้ฟังเรื่องหนึ่ง ในอดีตมีคนๆ หนึ่งมีความเพียรพยายามอย่างมาก บำเพ็ญจนบรรลุระดับอรหันต์ คนผู้นี้จวนจะได้มรรคผลแล้ว บำเพ็ญจนได้อรหันต์แล้วเขาจะไม่ดีใจหรือ หลุดพ้นตรีภูมิแล้ว ความดีใจนี้ก็คือจิตยึดติด จิตยินดี อรหันต์ควรจะต้องไร้ความหมายมั่น ใจต้องไม่หวั่นไหว แต่เขาตกลงไปแล้ว บำเพ็ญเปล่าประโยชน์ ก็ต้องบำเพ็ญใหม่ บำเพ็ญกลับขึ้นไปใหม่ ใช้ความพยายามอย่างมากบำเพ็ญขึ้นไปใหม่ คราวนี้เขาเกิดความหวาดกลัว เขาพูดในใจว่า ฉันต้องไม่ดีใจ ดีใจอีกก็จะตกลงมา พอเขาเกิดความกลัวก็ตกลงมาอีก ความกลัวก็คือจิตยึดติดชนิดหนึ่ง
ยังมีอีกสภาพหนึ่งก็คือเมื่อมีคนเป็นโรคประสาท ก็กล่าวว่าเขาถูกธาตุไฟแทรก ยังมีบางคนรอให้ข้าพเจ้าไปช่วยรักษาโรคประสาทให้เขา ข้าพเจ้าขอพูดว่าโรคประสาทไม่ใช่โรค ข้าพเจ้าก็ไม่มีเวลาจะมายุ่งเรื่องอย่างนี้ เพราะอะไร เพราะว่าคนเป็นโรคประสาทไม่มีเชื้อพิษของโรค ภายในร่างกายไม่มีอาการของโรค ไม่มีแผลเรื้อรัง ข้าพเจ้าว่าไม่ใช่โรค โรคประสาทก็คือจิตสำนึกหลัก(จู่อี้ซื่อ)ของคนอ่อนแอเกินไป อ่อนแอถึงระดับไหนล่ะ ก็เหมือนกับคนๆ นั้นไม่สามารถดูแลบ้านของตัวเองตลอดเวลา จิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)ของคนไข้โรคประสาทก็เป็นเช่นนี้ เขาไม่คิดจะดูแลร่างกายนี้แล้ว ตัวเองมักจะหลงๆ ลืมๆ ไม่มีสติตลอดเวลา ในเวลานั้นจิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)และสื่อสัญญาณจากภายนอกก็จะรบกวนเขา แต่ละมิติมีระดับชั้นมากมาย สื่อสัญญาณต่างๆ ก็จะรบกวนเขา ยิ่งกว่านั้นจิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)ของคนนั้น ชาติก่อนอาจเคยทำสิ่งไม่ดี และเจ้าหนี้อาจจะต้องการทำร้ายเขา เรื่องอะไรต่างๆ ล้วนสามารถเกิดขึ้นได้ พวกเราว่าโรคประสาทก็เป็นเรื่องเช่นนี้ จะให้ข้าพเจ้าช่วยรักษาให้ท่านได้อย่างไร ข้าพเจ้าว่าการเป็นโรคประสาทที่จริงก็เป็นด้วยเหตุเช่นนี้ แล้วจะทำอย่างไรเล่า สอนเขา เพื่อให้เขามีสติขึ้นมา แต่ทำได้ยากมาก ท่านดูหมอในโรงพยาบาลประสาทแกว่งกระบองไฟฟ้าจี้หนึ่งที เขาก็จะตกใจจนไม่กล้าพูดเพ้อเจ้ออะไรอีก เพราะอะไรเล่า เพราะว่าในขณะนั้นจิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)ของเขาได้สติขึ้นมา เขากลัวถูกไฟฟ้าจี้
โดยทั่วไปคนที่ก้าวเข้าสู่ประตูการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมแล้วก็ยินดีที่จะฝึกต่อไป ทุกคนมีจิตพุทธและจิตบำเพ็ญธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อได้ฝึกพลัง(กง) มีคนจำนวนมากก็จะฝึกไปตลอดชีวิต ไม่ว่าเขาจะสามารถบำเพ็ญขึ้นไปได้หรือไม่ ได้หลักธรรมหรือไม่ อย่างไรก็ตามเขาก็มีจิตใจเสาะแสวงหาธรรมะ เขาอยากจะฝึกตลอดเวลา ทุกคนก็รู้ว่าบุคคลผู้นี้ฝึกพลัง(กง)อยู่ คนในสำนักงานรู้ คนทั่วไปก็รู้ เพื่อนบ้านก็รู้กันหมดว่าเขาฝึกพลัง(กง) แต่ว่าทุกคนลองคิดดู การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริง แต่ก่อนมีใครทำเรื่องเช่นนี้ ไม่มีใครทำเลย การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริงจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของเขา แต่เขาเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ ฝึกพลัง(กง)เพียงเพื่อรักษาโรคและเสริมสร้างสุขภาพ ใครจะเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตให้เขาหรือ คนธรรมดาสามัญเมื่อถึงวันใดวันหนึ่งก็ต้องเจ็บป่วย ถึงวันใดวันหนึ่งก็ต้องพบกับความยุ่งยาก ไม่แน่ว่าถึงวันใดวันหนึ่งจะต้องป่วยเป็นโรคประสาท หรืออาจจะล้มตายไป ชีวิตของคนธรรมดาสามัญก็เป็นเช่นนี้ ท่านเห็นเขาฝึกพลัง(กง)อยู่ในสวนสาธารณะ ความจริงแล้วเขาไม่ได้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมจริงๆ เขาคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปสู่ระดับชั้นสูง แต่ก็ไม่ได้หลักธรรมที่แท้จริง เขาก็บำเพ็ญขึ้นไปไม่ได้ เขาเพียงแต่ปรารถนาจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมขึ้นไปสู่ระดับสูง แต่เขายังคงเป็นผู้ฝึกพลัง(กง)ในระดับขั้นต่ำที่รักษาโรคและเสริมสร้างร่างกาย เส้นทางชีวิตของเขาไม่มีใครเปลี่ยนแปลงให้เขา ฉะนั้นเขาจึงต้องเจ็บป่วย ถ้าไม่เน้นกุศล โรคก็จะไม่หาย ไม่ใช่ว่าฝึกพลัง(กง)แล้วก็จะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
เขาจำต้องบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เน้นจิต(ซินซิ่ง) ต้องบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงจึงจะสามารถกำจัดโรคภัยไข้เจ็บได้ เพราะการฝึกพลัง(กง)ไม่ใช่กายบริหาร แต่เป็นสิ่งที่อยู่เหนือคนธรรมดาสามัญ ฉะนั้นจึงต้องมีกฎและมาตรฐานที่สูงยิ่งขึ้นมาเป็นบรรทัดฐาน จึงจะบรรลุถึงเป้าหมาย แต่หลายๆ คนไม่ได้ปฏิบัติเช่นนี้ เขายังคงเป็นคนธรรมดาสามัญ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเขายังจะต้องล้มป่วย มีวันหนึ่งเขาอยู่ๆ เกิดเส้นเลือดอุดตันในสมอง ล้มเจ็บด้วยโรคนี้โรคนั้นอย่างกะทันหัน หรือมีวันหนึ่งเขาเป็นโรคประสาทขึ้นมาเสียแล้ว เขาฝึกพลัง(กง)ใครๆ ก็รู้ เมื่อเป็นโรคประสาทขึ้นมา ผู้คนก็จะกล่าวหาว่าเขาฝึกพลัง(กง)จนธาตุไฟแทรก ป้ายข้อหาให้เลย ทุกคนลองคิดดูทำอย่างนี้มีเหตุผลไหม คนภายนอกย่อมไม่เข้าใจ พวกเราคนภายใน ผู้ฝึกพลัง(กง)เองส่วนใหญ่ก็ยากที่จะเข้าใจเหตุผลที่แท้จริง หากว่าบุคคลผู้นี้เป็นโรคประสาทที่บ้านยังพูดง่ายหน่อย คนจะพูดว่าเขาฝึกพลัง(กง)จนเป็นเช่นนี้ ถ้าหากโรคประสาทเกิดขึ้นขณะอยู่ในสถานที่ฝึก เรื่องก็จะแย่มาก ก็จะถูกป้ายข้อกล่าวหาขึ้นมาทันที ลบก็ลบไม่ออก ฝึกพลัง(กง)จนธาตุไฟแทรก หนังสือพิมพ์ก็จะลงข่าว บางคนหลับหูหลับตาคัดค้านการฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง) ท่านดูเมื่อสักครู่ยังฝึกอยู่ดีๆ เวลานี้กลายเป็นอย่างนี้เสียแล้ว การเป็นคนธรรมดาสามัญ อะไรควรจะเกิดก็จะเกิดกับเขา เขาอาจจะเกิดเป็นโรคอย่างอื่นอีก เกิดความยุ่งยากอย่างอื่นอีก ก็จะบอกว่าเกิดจากการฝึกพลัง(กง)ทั้งนั้น มีเหตุผลไหม ก็เหมือนกับหมอในโรงพยาบาลของเรา เขาเป็นหมอ ชาตินี้ทั้งชาติไม่ควรเจ็บป่วยหรือ จะเข้าใจเป็นเช่นนี้ได้หรือ
ฉะนั้นจึงพูดว่า มีคนส่วนมากไม่เข้าใจสภาพอันแท้จริงของพลังลมปราณ(ชี่กง) และเขาก็ไม่เข้าใจเหตุผลที่แท้จริง ก็นำไปพูดกันเลอะเทอะ พอมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมา ก็โทษแต่พลังลมปราณ(ชี่กง) เพราะพลังลมปราณ(ชี่กง)แพร่หลายอยู่ในสังคมได้ไม่นานนัก คนส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ดื้อรั้น ไม่ยอมรับมัน กล่าวร้ายมัน ต่อต้านมัน ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงมีสภาพจิตเช่นนี้ เขารังเกียจพลังลมปราณ(ชี่กง)อะไรปานนั้น ราวกับว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับเขา พอพูดถึงพลังลมปราณ(ชี่กง)ก็จะพูดว่าเป็นจิตนิยม พลังลมปราณ(ชี่กง)คือวิทยาศาสตร์ คือวิทยาศาสตร์ขั้นสูง เพียงแต่ว่าทัศนคติของคนพวกนั้นทิฐิเกินไป เป็นเพราะมีความรู้คับแคบเกินไป
ยังมีเหตุการณ์อีกอย่างหนึ่ง ในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเรียกว่า สภาวะชี่กง คนประเภทนี้มีสติเลื่อนลอย แต่ไม่ใช่ธาตุไฟแทรก เขามีสติสัมปชัญญะดีมาก ข้าพเจ้าจะพูดก่อนว่าสภาวะชี่กงเป็นอย่างไร ทุกคนรู้ดีว่า พวกเราฝึกพลัง(กง)เน้นปัญหาของรากฐาน(เกินจี) ทุกๆ ประเทศในโลกนี้ต่างมีคนนับถือศาสนา และในประเทศจีนหลายพันปีมานี้ก็มีคนนับถือศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า เชื่อกันว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่มีบางคนไม่เชื่อ โดยเฉพาะในสมัย ปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม จะถูกวิจารณ์ว่าหลงงมงาย บางคนเห็นว่าสิ่งที่เขาไม่สามารถเข้าใจ ไม่มีในตำรา วิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันยังพัฒนาไม่ถึงจุดนั้น หรือสรรพสิ่งที่เขายังไม่รู้จัก เขาก็จะเหมาเอาว่าเป็นเรื่องงมงาย คนประเภทนี้ก่อนหน้านี้มีมาก เดี๋ยวนี้น้อยลงมากแล้ว เพราะปรากฏการณ์บางอย่างที่ท่านไม่ยอมรับนั้น ก็ได้สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดในมิติของเรานี้ ท่านไม่กล้าเผชิญกับมันโดยตรง แต่ปัจจุบันคนก็กล้านำออกมาพูดกันแล้ว คนเราได้ยินได้เห็น ก็พอจะรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับสภาพการณ์ของการฝึกพลัง(กง)
มีคนจำพวกหนึ่งยังดื้อรั้นถึงขั้นนี้ พอท่านเอ่ยถึงพลังลมปราณ(ชี่กง) ในใจเขาก็จะหัวเราะเยาะท่าน เขาคิดว่าท่านหลงงมงาย น่าหัวเราะ พอท่านพูดถึงปรากฏการณ์ของพลังลมปราณ(ชี่กง) เขาจะรู้สึกว่าท่านนี้ช่างโง่เขลา คนประเภทนี้แม้จะดื้อรั้น แต่รากฐาน(เกินจี)เขาไม่แน่ว่าจะไม่ดี หากว่ารากฐาน(เกินจี)ของเขาดี เขาฝึกพลัง(กง) ตาทิพย์ของเขาอาจจะเปิดถึงระดับที่สูงมากทีเดียว และยังมีความสามารถพิเศษเกิดขึ้น เขาไม่เชื่อในพลังลมปราณ(ชี่กง) เขาก็ไม่อาจจะรับรองได้ว่าตัวเองจะไม่เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าเขาเกิดเจ็บป่วยไปโรงพยาบาล รักษาแพทย์แผนปัจจุบันไม่หาย ไปหาแพทย์แผนโบราณจีนก็ไม่หาย แม้ตำรายาสมุนไพรพื้นเมืองอะไรก็รักษาไม่หาย คราวนี้เขาจะนึกถึงพลังลมปราณ(ชี่กง)ขึ้นมา ก็คิดใคร่ครวญ ฉันจะลองไปเสี่ยงดวงดู ดูซิว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)จะสามารถรักษาโรคของฉันได้หรือไม่ เขามาอย่างไม่สมัครใจ พอเริ่มฝึกพลัง(กง) เพราะว่ารากฐาน(เกินจี)ของเขาดีมาก ก็ฝึกได้ไม่เลว อาจเป็นได้ว่ามีอาจารย์ท่านใดเกิดถูกชะตาเข้า ในอีกมิติหนึ่งผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงท่านนั้นก็ช่วยเขาบ้าง ทันใดนั้นตาทิพย์ของเขาก็เปิดทันที หรืออยู่ในสภาวะกึ่งการรู้แจ้ง(อู้) ตาทิพย์เปิดถึงระดับที่สูงมาก เขามองเห็นความจริงบางอย่างในจักรวาลได้ทันที ทั้งยังมีความสามารถพิเศษเกิดขึ้นอีก ท่านว่าคนประเภทนี้เมื่อมองเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ สมองของเขาจะรับไหวหรือ ท่านคิดว่าสภาวะจิตเขาจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนนั้นถือว่าเป็นเรื่องงมงาย เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด พอคนอื่นพูดถึงถือเป็นเรื่องขบขันทั้งนั้น มาบัดนี้ทุกสิ่งได้ปรากฏเด่นชัดต่อสายตาของเขา อีกทั้งสามารถสัมผัสได้ ฉะนั้นสมองเขาก็รับไม่ไหวแล้ว ความรู้สึกได้รับความกดดันมากเกินไป คำพูดที่พูดออกมาคนอื่นก็รับไม่ได้ แต่ว่าสติสัมปชัญญะไม่สับสน เพียงแต่เขาไม่สามารถแยกแยะความสัมพันธ์ของทั้งสองฝั่ง เขาพบว่าสิ่งที่มนุษย์ทำนั้นไม่ถูกต้อง แต่อีกฝั่งหนึ่งมักจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำตามวิธีการกระทำของฝั่งนั้นคนจะพูดว่าเขาทำผิด ผู้คนไม่เข้าใจ ดังนั้นจึงพูดว่าคนๆ นี้ฝึกพลัง(กง)จนธาตุไฟแทรก
ที่จริงเขาไม่ได้ถูกธาตุไฟแทรก พวกเราฝึกพลัง(กง)ส่วนใหญ่จะไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ มีแต่ผู้ที่ดื้อรั้นมากๆ จึงจะเกิดสภาวะพลังลมปราณ(ชี่กง)อย่างนี้ พวกเราที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้มีจำนวนมากที่ตาทิพย์เปิดแล้ว มีจำนวนมากทีเดียว เขามองเห็นสิ่งต่างๆ ในอีกมิติหนึ่งได้อย่างชัดเจน เขาไม่รู้สึกแปลกประหลาด จะรู้สึกว่าดีมาก สมองไม่ถูกอะไรกดดัน ก็จะไม่เกิดสภาวะพลังลมปราณ(ชี่กง)เช่นนี้ หลังจากที่คนเกิดสภาวะพลังลมปราณ(ชี่กง)แล้ว จะมีสติสัมปชัญญะดีมากๆ พูดจาก็มีหลักของปรัชญา มีเหตุมีผลมาก เพียงแต่ว่าสิ่งที่เขาพูด คนธรรมดาสามัญจะไม่เชื่อ เขาจะบอกท่านว่า ได้พบใครต่อใครที่ล่วงลับไปแล้ว คนนั้นบอกให้เขาทำอะไรบ้าง คนธรรมดาสามัญจะเชื่อหรือ ภายหลังเขาก็เข้าใจแล้ว สิ่งเหล่านี้เขาควรเก็บไว้ในใจ พูดไม่ได้ หลังจากแบ่งแยกความสัมพันธ์ของสองมิติได้ก็จะดีขึ้น โดยมากคนเหล่านี้ล้วนมีความสามารถพิเศษติดตัวมาทั้งนั้น นี่ก็ไม่ใช่ธาตุไฟแทรก
ยังมีอีกสภาพหนึ่งเรียกว่า สติฟั่นเฟือนจริง(เจินฟง) สภาพเช่นนี้มีพบน้อยมาก ที่เราเรียกว่า สติฟั่นเฟือนจริง นั้นไม่ใช่บ้าจริงๆ ไม่ใช่ความหมายเช่นนี้ ความหมายคือการบำเพ็ญความจริง สติฟั่นเฟือนจริงอย่างไร ข้าพเจ้าว่าในจำนวนผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ในแสนคนจะมีสักหนึ่งคนที่เป็นเช่นนี้ พบได้น้อยมาก ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องธรรมดาทั่วไป และไม่กระทบกระเทือนต่อสังคม
สติฟั่นเฟือนจริง มักจะมีเงื่อนไขกำหนดไว้ก่อน นั่นคือคนๆ นี้มีรากฐาน(เกินจี)ดีมากๆ ยังต้องเป็นคนมีอายุมากแล้ว เมื่ออายุมากจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมก็ไม่ทันแล้ว ผู้ที่มีรากฐาน(เกินจี)ดีมักจะได้รับบัญชามา คือมาจากระดับชั้นสูง สังคมมนุษย์นี้ไม่ว่าใครมาใครก็กลัว เมื่อสมองถูกล้างก็ไม่รู้จักใครอีก มาถึงสภาพแวดล้อมของสังคมมนุษย์ ถูกคนรบกวน ทำให้เขาลุ่มหลงในชื่อเสียง ผลประโยชน์ สุดท้ายก็ตกลงไป ไม่มีโอกาสเงยหัวขึ้นมาอีก ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าที่จะมา ทุกคนกลัวหมด เมื่อมีคนประเภทนี้มา เมื่อมาแล้ว เขาอยู่ในสังคมมนุษย์ทำตัวไม่ดี ก็จะตกลงไปจริงๆ ตลอดชีวิตทำเรื่องไม่ดีมาไม่น้อย คนเรามีชีวิตอยู่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ไปแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นจะทำความชั่วไม่น้อย ก็จะติดค้างอะไรต่างๆ ไว้มากมาย อาจารย์ของเขาพอเห็นว่า คนผู้นี้กำลังจะตกลงไปแล้ว แต่เพราะเขาเป็นผู้มีมรรคผล ไม่อาจปล่อยให้เขาตกลงไปง่ายๆ เช่นนี้ จะทำอย่างไรดี รู้สึกกระวนกระวาย ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะให้เขาบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ในเวลานั้นจะไปหาอาจารย์ได้ที่ใด เขาจะต้องเริ่มต้นกลับไปใหม่ บำเพ็ญกลับขึ้นไปใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อายุก็มาก จะบำเพ็ญก็ไม่ทันการเสียแล้ว จะไปหาหลักพลัง(กง)บำเพ็ญจิตและชีวิตควบคู่กันไปได้ที่ไหน
ต้องเป็นผู้ที่มีรากฐาน(เกินจี)ดีมากๆ ภายใต้สภาพการณ์ที่พิเศษมากเช่นนี้ จึงจะสามารถใช้วิธีที่ทำให้เขาบ้า ในสภาพที่ไม่มีความหวังแน่ๆ และไม่สามารถกลับไปได้ด้วยตัวเอง อาจจะต้องใช้วิธีการนี้ ก็คือให้เขาเป็นบ้า โดยปิดสมองบางส่วนของเขาเสีย เช่นคนเรากลัวความหนาว กลัวความสกปรก โดยปิดสมองส่วนที่กลัวความหนาวนั้นและปิดสมองส่วนที่กลัวความสกปรกเสีย หลังจากปิดสมองบางส่วนให้เขาแล้ว สติของคนๆ นี้ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมา บ้าๆ บอๆ ไม่สมประกอบ แต่โดยมากคนประเภทนี้มักจะไม่ประพฤติชั่ว ไม่ด่าคนและไม่ตีคน มักจะทำความดี แต่จะโหดร้ายกับตัวเองมาก เพราะว่าเขาไม่รู้จักความหนาวเย็น ดังนั้นในฤดูหนาวเขาจะวิ่งเท้าเปล่าบนหิมะ ใส่เสื้อชั้นเดียว เท้าถูกความเย็นแข็งจนแตกเลือดไหล เพราะเขาไม่รู้จักความสกปรก อุจจาระก็กล้ากิน ปัสสาวะก็กล้าดื่ม เมื่อก่อนนี้ข้าพเจ้าเคยรู้จักคนประเภทนี้คนหนึ่ง ขี้ม้าเย็นจนแข็งทื่อ เขาแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย เขาสามารถอดทนต่อความทุกข์ที่คนปกติในสภาพที่มีสติไม่สามารถทนได้ ท่านคิดดูการเป็นบ้าเช่นนี้จะต้องรับโทษทัณฑ์ใหญ่หลวงขนาดไหน แน่นอนโดยมากเขามักจะมีความสามารถพิเศษติดตัวมาด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นสตรีสูงอายุ สมัยก่อนในประเทศจีนสตรีจะมัดเท้าให้เล็ก แต่กำแพงที่สูงกว่าสองเมตร พลิกตัวทีเดียวก็กระโดดวิ่งข้ามไปได้ คนในบ้านเมื่อเห็นว่าเขาบ้า ชอบวิ่งออกไปข้างนอก ก็ใส่กุญแจขังไว้ในบ้าน รอจนคนในบ้านไปแล้ว ใช้นิ้วชี้ทีเดียวหัวกุญแจก็จะเปิดออก เขาก็ออกไปได้แล้ว ต่อมาก็ใช้โซ่เหล็กล่ามไว้ หลังจากคนในบ้านไปแล้ว เขย่าทีเดียวโซ่เหล็กก็หลุดออก คุมก็คุมไม่อยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมากและแสนสาหัส ยิ่งมาแรงเท่าใด กรรมต่างๆ ที่ติดค้างไว้ก็ชำระได้อย่างรวดเร็ว อย่างมากไม่เกิน 3 ปี โดยทั่วไปประมาณ 1 ถึง 2 ปีก็ผ่านไปได้ ความทุกข์ที่ได้รับใหญ่หลวงนัก หลังจากทุกอย่างผ่านไปแล้ว สติก็ได้กลับคืนมา ก็ถือว่าเขาได้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมสำเร็จแล้ว ดังนั้นพลัง(กง)ก็ได้เกิดขึ้นทันที อิทธิฤทธิ์ต่างๆ ก็ปรากฏออกมา นี่เป็นเรื่องที่พบเห็นกันน้อยมากๆ ในประวัติศาสตร์มีเรื่องเช่นนี้ และก็ไม่ใช่คนที่มีรากฐาน(เกินจี)ทั่วไปสามารถให้ท่านทำเช่นนี้ได้ ทุกคนคงทราบดี มีพระสงฆ์บ้า ผู้บำเพ็ญเต๋าบ้า ในประวัติศาสตร์มีเรื่องเช่นนี้จริงๆ โดยได้บันทึกไว้ ฟงเจินเซ่าฉินเอย ฟงเต้าซื่อเอย ในตำนานเก่า ลักษณะนี้มีมาก
ธาตุไฟแทรก เรายืนยันว่าไม่มีแน่นอน บอกว่าคนนั้นสามารถเสกไฟได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ข้าพเจ้าว่าคนผู้นี้ก็ไม่ธรรมดา อ้าปากสามารถพ่นไฟออกมา ยื่นมือออกไปไฟก็ออกมาได้ จุดไฟสูบบุหรี่ยื่นนิ้วออกไปไฟก็ติด ข้าพเจ้าว่านั่นคือความสามารถพิเศษ
ฝึกพลัง(กง)ชักนำมาร อะไรคือฝึกพลัง(กง)ชักนำมาร ก็คือขณะที่เราฝึกพลัง(กง)อยู่นั้น มักจะถูกรบกวนได้ง่าย แล้วฝึกพลัง(กง)จะชักนำมารมาได้อย่างไร เพราะว่าการที่เราคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบากยิ่งนัก การฝึกบำเพ็ญจริงหากไม่มีธรรมกายของข้าพเจ้าคุ้มครอง ท่านก็บำเพ็ญไม่สำเร็จ พอท่านก้าวพ้นประตูไปก็อาจพบกับปัญหาที่เกี่ยวโยงถึงชีวิตของท่านได้ จิตหลัก(เหวียนเสิน)ของคนไม่ดับสลาย ฉะนั้นกิจกรรมต่างๆ ของสังคมที่ท่านกระทำไว้ในชาติก่อน ท่านอาจเคยติดค้างใครไว้ รังแกใครไว้ หรือกระทำอะไรที่ไม่ดีไว้ เจ้าหนี้ก็จะมาหาท่าน ในพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า การมีชีวิตอยู่ก็คือการหมุนเวียนชำระกรรม ท่านติดค้างเขา เขาก็ตามมาทวงหนี้ ทวงคืนมากเกินไปคราวหน้าเขาก็คืนกลับมาให้ท่าน ลูกไม่กตัญญูต่อพ่อแม่ คราวต่อไปจะสับเปลี่ยนที่กัน ก็หมุนเวียนเปลี่ยนกันไปเช่นนี้ แต่เรามองเห็นว่ามีมารคอยรบกวนอยู่จริงๆ มันไม่ยอมให้ท่านฝึกพลัง(กง) นี่ล้วนมีความสัมพันธ์ของเหตุและผล ไม่ใช่ไม่มีสาเหตุ หากไม่มีสาเหตุก็ไม่อนุญาตให้มันทำเช่นนี้ รูปแบบหนึ่งที่มีอยู่โดยทั่วไปของการฝึกพลัง(กง)ชักนำมารก็คือ เวลาที่ท่านไม่ได้ฝึกพลัง(กง) สภาพแวดล้อมค่อนข้างจะเงียบสงบดี เมื่อได้ฝึกพลัง(กง)แล้วก็ชอบที่จะฝึกฝน แต่พอนั่งสมาธิ ทันใดนั้นก็จะรู้สึกภายนอกไม่สงบเงียบเสียแล้ว เสียงแตรรถยนต์ก็ดังขึ้นมา ระเบียงทางเดินก็มีเสียงคนเดิน เสียงพูดคุยกัน เสียงปิดประตู เสียงวิทยุข้างนอกก็เปิด ไม่สงบเงียบขึ้นมาทันที เมื่อท่านไม่ฝึกพลัง(กง)สภาพแวดล้อมก็ยังดีๆ อยู่ พอท่านเริ่มฝึกพลัง(กง)ก็จะเป็นเช่นนี้ พวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้คิดลึกซึ้งว่า จริงๆ แล้วเป็นเรื่องอะไรกันแน่ เพียงแต่รู้สึกประหลาดใจ ผิดหวังที่ฝึกพลัง(กง)ไม่ได้ ถูก ความประหลาดใจ กั้นเอาไว้ นี่ก็คือมารกำลังรบกวนท่าน มันบงการคนคอยรบกวนท่าน นี่คือลักษณะการรบกวนที่ธรรมดาที่สุด เพื่อไม่ให้ท่านบรรลุเป้าหมายในการฝึกพลัง(กง) ท่านฝึกพลัง(กง) ท่านก็ได้ธรรมะ แต่สิ่งที่ท่านติดค้างไว้มากมาย ท่านจะไม่คืนหรือ มันก็จะไม่ยอม มันไม่ยอมให้ท่านฝึก แต่นี่ก็คือปรากฏการณ์ที่สะท้อนออกมาในระดับชั้นหนึ่ง เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งก็จะไม่อนุญาตให้มีเหตุการณ์เช่นนี้คงเหลืออยู่อีก เท่ากับว่าเมื่อชดใช้กรรมนี้ไปแล้ว ก็ไม่อนุญาตให้มันมารบกวนอีก เพราะว่าการบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของพวกเรานั้นบำเพ็ญได้ค่อนข้างเร็ว บรรลุระดับชั้นก็ค่อนข้างเร็วยังมีการรบกวนของมารอีกรูปแบบหนึ่ง ทุกคนคงทราบดีว่าการฝึกพลัง(กง)สามารถเปิดตาทิพย์ได้ บางคนหลังจากตาทิพย์เปิดแล้วฝึกพลัง(กง)อยู่ที่บ้าน จะมองเห็นภาพน่ากลัวต่างๆ ใบหน้าที่น่ากลัว บ้างก็ผมกระเซิง บ้างก็จะพยายามเอาชีวิตท่าน กระทำกิริยาท่าทางต่างๆ น่ากลัวมาก บางเวลาพอฝึกพลัง(กง) ก็จะเห็นพวกนี้ปีนป่ายอยู่นอกหน้าต่าง น่ากลัวมาก ทำไมจึงมีเหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏ นี่เป็นรูปแบบการรบกวนของมารทั้งนั้น แต่ในวิชาหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเรา เหตุการณ์เช่นนี้มีปรากฏน้อยมาก มีเพียงร้อยละหนึ่ง ส่วนใหญ่จะไม่ประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะว่ามันไม่มีประโยชน์อันใดต่อการฝึกพลัง(กง)ของเรา ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ใช้รูปแบบดังกล่าวนี้มารบกวนท่าน แต่ในวิชาบำเพ็ญปฏิบัติธรรมทั่วไป เรื่องเช่นนี้จะเป็นปรากฏการณ์ที่ธรรมดาที่สุด และจะดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน บางคนไม่สามารถฝึกพลัง(กง)ก็เพราะสิ่งนี้ ตกใจมาก กลางคืนฝึกพลัง(กง) มักจะเลือกสภาพแวดล้อมที่เงียบ เมื่อเห็นมีคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้า คนก็ไม่ใช่ ผีก็ไม่เชิง ตกใจจนไม่กล้าฝึกอีก ในวิชาหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเรา โดยทั่วไปเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่มี แต่ก็ยังมีพบบ้างแต่น้อยมาก บางคนเป็นกรณีที่ค่อนข้างพิเศษ
ยังมีอีกแบบหนึ่งก็คือการฝึกวิชาพลัง(กง)ทั้งภายในและภายนอกควบคู่กันไป เขาฝึกวิทยายุทธ์แล้วยังบำเพ็ญภายในด้วย พลัง(กง)ประเภทนี้มักจะพบในสายเต๋าเป็นส่วนใหญ่ คนเมื่อฝึกหลักพลัง(กง)ประเภทนี้แล้ว มักจะเผชิญกับมารแบบนี้ วิชาทั่วๆ ไปจะไม่พบ มีเพียงการฝึกหลักพลัง(กง)ภายในและภายนอกควบคู่กันไป หรือฝึกวิทยายุทธ์เท่านั้นจึงจะมี ก็คือจะมีคนมาท้าประลองวิทยายุทธ์กับเขา เพราะในโลกนี้มีผู้บำเพ็ญเต๋าจำนวนมาก มีจำนวนมากที่ฝึกวิทยายุทธ์ และฝึกควบคู่ทั้งภายในและภายนอก ผู้ฝึกวิทยายุทธ์ เขาก็สามารถเกิดพลัง(กง)ได้ เพราะเหตุใด เมื่อเขาขจัดจิตยึดติดต่อชื่อเสียงผลประโยชน์ออกไปแล้ว เขาก็เกิดพลัง(กง)ได้ แต่จิตใจที่อยากต่อสู้ยังขจัดไม่ไป ขจัดไปได้ค่อนข้างช้า ดังนั้นเขาจะพบกับเรื่องราวเช่นนี้ได้ง่าย ณ ระดับชั้นที่กำหนดยังจะปรากฏออกมา ระหว่างนั่งสมาธิสะลึมสะลือเขารู้ว่ามีใครกำลังฝึกพลัง(กง)อยู่ จิตหลัก(เหวียนเสิน)ก็จะออกจากร่างไปขอประลองกับชาวบ้าน ดูฝีมือของใครสูงกว่ากัน จะเกิดการต่อสู้เช่นนี้ ในอีกมิติหนึ่งก็จะเกิดสภาพเช่นนี้ ก็จะมีคนมาขอต่อสู้กับเขา ท้าตีท้าต่อย ถ้าไม่ยอมต่อสู้ด้วยก็จะฆ่าเขาจริงๆ ต่อสู้กันไปต่อสู้กันมา พอนอนหลับก็จะมีคนมาท้าประลองยุทธ์ ทำจนทั้งคืนไม่เป็นอันพักผ่อน ที่จริงนี่เป็นเวลาที่จะให้เขาขจัดจิตใจที่ชอบต่อสู้ของเขาออกไป จิตใจที่ชอบต่อสู้ของเขานี้หากขจัดไปไม่ได้ เขาก็จะเป็นเช่นนี้อยู่ตลอด เป็นเวลาหลายปีก็ไม่สามารถหลุดออกจากระดับชั้นนี้ ทำให้คนๆ นี้ไม่สามารถฝึกพลัง(กง) ร่างกายที่เป็นสสารนี้ก็ทนไม่ไหว สูญเสียกำลังไปมากมาย ดีไม่ดีร่างกายจะพิการ ดังนั้นในหลักพลัง(กง)ที่ฝึกภายในและภายนอกควบคู่กันไป จะพบกับสภาพการณ์เช่นนี้ และยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไป หลักพลัง(กง)บำเพ็ญภายในของเราไม่มีเรื่องเช่นนี้ ไม่อนุญาตให้เกิด รูปแบบต่างๆ ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมามักจะเกิดขึ้นทั่วไป
ยังมีรูปแบบการรบกวนของมารอีกแบบหนึ่ง และทุกๆ คนจะต้องพบ ในวิชาของเราทุกๆ คนล้วนต้องได้พบ พบกับมารทางกามารมณ์แบบหนึ่ง สิ่งนี้รุนแรงมาก ในสังคมของคนธรรมดาสามัญจะมีชีวิตคู่สามีภรรยา สังคมมนุษย์จึงจะสามารถสืบทอดไปยังรุ่นต่อๆ ไป มนุษยชาติจึงพัฒนากันมาเช่นนี้ ในสังคมมนุษย์จึงมีอารมณ์และความรัก ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นหลักการที่ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะคนมีอารมณ์และความรัก โกรธก็คืออารมณ์ ดีใจก็คืออารมณ์ รักก็คืออารมณ์ เกลียดก็คืออารมณ์ ชอบทำงานก็คืออารมณ์ ไม่ชอบทำงานก็คืออารมณ์ ดูว่าใครดีใครไม่ดี ชอบทำอะไรไม่ชอบทำอะไร ทุกสิ่งล้วนเป็นอารมณ์ คนธรรมดาสามัญก็คือมีชีวิตที่อยู่เพื่ออารมณ์และความรัก ฉะนั้นการเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) เป็นคนที่เหนือธรรมดา จึงไม่สามารถใช้หลักเกณฑ์นี้มาวัด ต้องหลุดพ้นจากสิ่งนี้ ดังนั้นจิตยึดติดหลายๆ อย่างที่เกิดจากอารมณ์และความรัก พวกเราต้องมองมันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด สุดท้ายต้องปล่อยวางได้ทั้งหมด ตัณหาและกามารมณ์เหล่านี้ล้วนเป็นจิตยึดติดของคน ต้องขจัดออกไปทั้งสิ้น
ในวิชาของเรา ในส่วนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในสังคมมนุษย์ ไม่ได้บอกให้ท่านต้องบวชเป็นพระสงฆ์ เป็นชี พวกเราคนหนุ่มสาวยังต้องสร้างครอบครัว เช่นนั้นจะปฏิบัติต่อปัญหานี้อย่างไร ข้าพเจ้าพูดแล้วว่า วิชาของเรานี้เน้นตรงที่ใจคน ไม่ใช่ให้ท่านต้องสูญเสียผลประโยชน์ไปจริงๆ ตรงกันข้าม ก็คือให้ท่านขัดเกลาจิต(ซินซิ่ง)ของท่านท่ามกลางผลประโยชน์ทางวัตถุในสังคมมนุษย์ ยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ขึ้นมาอย่างแท้จริง หากท่านสามารถปล่อยวางจิตดวงนี้ได้ อะไรท่านก็จะสามารถปล่อยวางได้ ให้ท่านปล่อยวางผลประโยชน์ทางวัตถุ ท่านก็จะสามารถปล่อยวางได้แน่นอน หากใจของท่านปล่อยวางไม่ได้ อะไรท่านก็จะปล่อยวางไม่ได้ ฉะนั้นจุดประสงค์ของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริงก็คือการบำเพ็ญจิตใจ การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในวัดเขาบังคับให้ท่านสูญเสียสิ่งเหล่านี้ ก็เพื่อให้ท่านขจัดจิตดวงนี้ เขาบังคับให้ท่านตัดขาดมันทั้งหมด ไม่ให้ท่านคิดมัน ของเขาเป็นวิธีนี้ แต่พวกเราไม่กำหนดให้เดินทางนี้ สิ่งที่กำหนดก็คือต่อหน้าผลประโยชน์ทางวัตถุ ท่านจะมองมันให้เป็นเรื่องธรรมดาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผู้ที่ผ่านการบำเพ็ญวิชาของเราก็จะมั่นคงที่สุด เราไม่ได้ขอให้ท่านบวชเป็นพระสงฆ์หรือชี เราบำเพ็ญปฏิบัติธรรมท่ามกลางคนธรรมดาสามัญ ต่อไปหลักพลัง(กง)ของเราจะเป็นที่แพร่หลายมากยิ่งขึ้น จะให้ทุกๆ คนกลายเป็นพระสงฆ์ที่ไม่ใช่พระสงฆ์ จะให้ผู้ฝึกหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)กลายเป็นแบบนี้ไปทั้งหมดไม่ได้ ในการฝึกพลัง(กง)ของพวกเรามีข้อกำหนดให้ทุกท่านดังนี้ ท่านฝึกพลัง(กง) คู่ครองของท่านอาจไม่ฝึกพลัง(กง) หากฝึกพลัง(กง)จนทำให้เกิดการหย่าร้างกัน ให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้ พวกเราต้องมองเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา ท่านจะเหมือนคนธรรมดาสามัญที่เห็นเป็นเรื่องสำคัญมากไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน การปลดปล่อยทางเพศเอย สิ่งยั่วยวนใจทางเพศเอย เหล่านี้จะคอยรบกวนคนอยู่ บางคนถือเป็นเรื่องสำคัญมาก พวกเราผู้ฝึกพลัง(กง) ควรมองเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา
หากมองจากระดับสูงแล้ว คนธรรมดาสามัญในสังคมก็คือคลุกอยู่กับดินโคลน ไม่กลัวสกปรก คลุกดินเล่นอยู่บนพื้น เราขอบอกว่า ท่านไม่ควรทำให้ครอบครัวไม่ปรองดองเพราะเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นในระดับชั้นที่ท่านอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ท่านต้องดูมันเป็นเรื่องธรรมดา ประคองรักษาชีวิตคู่ให้ปกติและกลมเกลียวก็พอแล้ว ต่อไปในภายหน้าในอีกระดับชั้นหนึ่งก็จะมีสภาพการณ์ของระดับชั้นนั้น ปัจจุบันเป็นเช่นนี้ เราก็ขอให้ท่านปฏิบัติเช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว แน่นอนท่านต้องไม่ปฏิบัติเหมือนสภาพที่เป็นอยู่ในสังคมปัจจุบัน เป็นเช่นนั้นก็แย่แล้ว
ในเรื่องนี้ยังมีอีกปัญหาหนึ่ง ทุกท่านคงจะทราบ พวกเราผู้ฝึกพลัง(กง)ร่างกายมีพลังงาน พวกเราเวลานี้ร้อยละ 80 - 90 เมื่อออกจากห้องนี้ไปแล้ว ไม่เพียงแต่จะหายจากการเจ็บป่วย ยังจะมีพลัง(กง) เพราะฉะนั้นร่างกายของท่านจะมีพลังงานแรงกล้าอยู่ พลัง(กง)ที่ท่านมีกับจิต(ซินซิ่ง)ของท่านนั้นไม่ได้สัดส่วนกัน เวลานี้พลัง(กง)ของท่านจะอยู่สูงกว่าชั่วระยะหนึ่ง ยกท่านให้สูงขึ้นมาในทันที ขณะนี้กำลังยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ของท่านให้สูงขึ้น ต่อไปท่านก็จะค่อยๆ ตามขึ้นไป รับรองว่าในช่วงระยะเวลาหนึ่งท่านจะตามขึ้นไปได้ ดังนั้นพวกเรากระทำเรื่องนี้ให้ท่านล่วงหน้า ก็คือพูดว่าขณะนี้ท่านมีพลังงานอยู่ในระดับหนึ่ง เพราะว่าพลังงานที่ได้มาจากการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในสายหลักนั้นเป็นความเมตตากรุณาอันบริสุทธิ์ ดังนั้นทุกคนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ล้วนรู้สึกถึงสนามอันสุขสงบและมีความเมตตา ข้าพเจ้าฝึกพลัง(กง)ก็บำเพ็ญปฏิบัติมาเช่นนี้ ข้าพเจ้ามีสิ่งนี้ พวกเราที่อยู่ ณ ที่นี้จิตใจจะอ่อนโยนมากๆ ในความคิดของคนไม่มีความคิดชั่วร้าย แม้บุหรี่ก็ไม่คิดจะสูบ ต่อไปให้ท่านปฏิบัติตามข้อกำหนดของหลักธรรมใหญ่ของเรา พลัง(กง)ที่ท่านบำเพ็ญปฏิบัติออกมาก็จะเป็นลักษณะนี้ ควบคู่ไปกับที่ท่านมีแรงพลัง(กงลี่)สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พลัง(กง)ที่อยู่ในร่างกายของท่านมีพลังการแผ่กระจายที่แรงกล้ามากๆ ถึงแม้จะไม่แรงกล้านัก คนทั่วไปที่อยู่ภายในบริเวณสนามของท่านนี้ หรือขณะที่ท่านอยู่บ้าน ท่านก็สามารถควบคุมคนอื่นได้ และคนในครอบครัวของท่านก็อาจถูกท่านควบคุม โดยที่ท่านไม่ต้องมีความนึกคิดที่จะควบคุมเขา เพราะอะไร เพราะว่าสนามนี้เป็นสนามที่สุขสงบและเมตตากรุณา เป็นสนามของความคิดที่เที่ยงธรรม ดังนั้นผู้คนจึงไม่คิดเรื่องที่ไม่ดี ไม่ทำเรื่องไม่ดีโดยง่าย สนามนี้บังเกิดผลเช่นนี้วันก่อนข้าพเจ้าเคยพูดไว้ว่าแสงพระพุทธส่องสว่างไปทั่ว คุณธรรมสมบูรณ์แจ่มชัด ความหมายก็คือพลังงานที่แผ่กระจายออกมาจากร่างกายของเรา สามารถปรับแก้สภาพที่ไม่ถูกต้องทั้งมวล ภายใต้อานุภาพของสนามนี้ ในขณะที่ท่านไม่คิดเรื่องเหล่านี้ ท่านก็จะสามารถควบคุมคู่ครองของท่านโดยปริยาย หากท่านไม่คิด ท่านก็จะไม่เกิดความคิดเช่นนี้ เขาก็คิดขึ้นมาเองไม่ได้ แต่ไม่แน่นอนเสมอไป ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน เปิดโทรทัศน์อะไรก็มี กระตุ้นกิเลสตัณหาของคนได้ง่าย แต่ภายใต้สภาพทั่วๆ ไป ท่านสามารถบังเกิดผลในการควบคุมเช่นนี้ได้ ต่อไปภายหน้าเมื่อบำเพ็ญปฏิบัติถึงระดับชั้นที่สูงขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องให้ข้าพเจ้าบอกท่าน ท่านก็จะทราบดีว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร ถึงเวลานั้นจะเป็นสภาพอีกแบบหนึ่ง เป็นการรักษาความเป็นอยู่ที่กลมเกลียวและปรองดอง ดังนั้นเรื่องเหล่านี้ท่านอย่าได้เห็นเป็นเรื่องสำคัญจนเกินไป หากท่านกังวลมากจนเกินไปก็จะกลายเป็นยึดติด ระหว่างสามีภรรยาไม่มีปัญหาของกามารมณ์ แต่มีเรื่องของกิเลสตัณหา ท่านมองมันให้จืดจาง จิตใจสมดุลเป็นใช้ได้
ถ้าเช่นนี้จะพบกับมารทางกามารมณ์แบบไหน หากพลังสมาธิของท่านไม่พอ ก็จะเกิดขึ้นในขณะที่ท่านนอนหลับ ไม่ว่าจะเป็นขณะที่ท่านนอนหลับหรือนั่งสมาธิอยู่ มันจะปรากฏออกมาทันที ท่านเป็นชายก็จะมีสาวสวยปรากฏออกมา ท่านเป็นหญิงก็จะมีชายที่ท่านมีใจรักชอบปรากฏออกมา แต่เขาจะปรากฏโดยไม่สวมใส่เสื้อผ้า หากท่านเกิดอารมณ์ขึ้นก็จะเกิดการหลั่ง ก็กลายเป็นเรื่องจริง ทุกท่านลองคิดดู พวกเราฝึกพลัง(กง) เราใช้พลังสุดยอดจากเลือดลมมาหล่อเลี้ยงชีวิต ท่านไม่ควรปล่อยให้มีการหลั่งออกมาเช่นนี้บ่อยๆ ขณะเดียวกันท่านไม่สามารถผ่านด่านของกามารมณ์นี้ไปได้ จะได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเราว่า ทุกคนจะต้องประสบ รับรองว่าจะได้พบ ขณะที่ข้าพเจ้าถ่ายทอดหลักธรรมอยู่นี้ ข้าพเจ้าส่งพลังงานอันแรงกล้าไปยังสมองของท่าน เดินออกประตูไปท่านอาจนึกไม่ออกว่าข้าพเจ้าพูดอะไรเป็นรูปธรรม แต่เมื่อท่านเผชิญกับปัญหาจริงๆ ท่านจะนึกถึงคำพูดของข้าพเจ้าที่เคยพูดไว้ ขอเพียงท่านปฏิบัติตนเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) ท่านจะนึกขึ้นมาได้ในทันที ท่านก็จะสามารถควบคุมตัวเอง ท่านก็จะสามารถผ่านด่านไปได้ ถ้าหากด่านแรกผ่านไปไม่ได้ ด่านที่ 2 ก็จะรักษาไว้ได้ยาก แต่ก็มีเหตุการณ์เช่นนี้คือ คนที่ผ่านด่านแรกไปไม่ได้ ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกเสียอกเสียใจอย่างยิ่ง อาจเป็นไปได้ว่าจิตใจและสภาพเช่นนี้ของท่าน จะฝังลึกเข้าไปอยู่ในความนึกคิดของท่าน เมื่อพบกับปัญหาอีกครั้ง ท่านก็จะสามารถควบคุมได้ ก็จะสามารถข้ามไปได้ หากว่าคนที่ผ่านไปไม่ได้ และไม่สนใจ ต่อไปก็จะผ่านด่านนี้ได้ยาก รับรองว่าเป็นเช่นนี้
รูปแบบเช่นนี้มีทั้งแบบที่มารมารบกวน และก็มีแบบที่อาจารย์แปลงวัตถุและสิ่งของมาทดสอบท่าน มีอยู่ทั้งสองรูปแบบ เพราะว่าทุกคนจะต้องผ่านด่านนี้ เราเริ่มบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจากคนธรรมดาสามัญ ก้าวแรกก็คือการผ่านด่านนี้ ทุกคนจะต้องประสบ ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างมาประกอบ ในขณะที่ข้าพเจ้าไปเปิดสอนที่เมืองอู่ฮั่น มีผู้ฝึกคนหนึ่งเป็นชายหนุ่มอายุ 30 หลังจากข้าพเจ้าพูดบทนี้ผ่านไป เขาก็กลับไปบ้านนั่งสมาธิ ก็สามารถทำสมาธิได้ ทันทีหลังจากสมาธินิ่งแล้ว ทันใดนั้นเขาเห็นพระอาหนีถอฝอปรากฏออกมาด้านนี้ เหลาจื่อปรากฏออกมาด้านนั้น นี่คือสิ่งที่เขาพูดจากประสบการณ์ของตัวเอง หลังจากที่ปรากฏออกมาแล้ว มองดูเขาไม่ออกเสียง จากนั้นก็หายไป ก็มีพระโพธิสัตว์กวนอินปรากฏออกมา มือถือแจกันดอกไม้ มีควันขาวพุ่งออกมาจากแจกัน เขานั่งสมาธิอยู่เห็นได้อย่างชัดเจน เขารู้สึกดีใจมาก ทันใดนั้นก็แปลงออกมาเป็นนางฟ้าหลายคน นางฟ้านั้นสามารถบินได้ สวยงามอะไรเช่นนั้น เต้นรำให้เขาดู ท่วงท่าสวยงามนัก เขาครุ่นคิด ฉันฝึกพลัง(กง)อยู่ตรงนี้ พระโพธิสัตว์คงจะให้รางวัล เนรมิตนางฟ้าหลายคนให้ฉันดู นางฟ้าเต้นรำให้ฉันดู ในขณะที่เขากำลังดีใจอยู่นั้น ทันใดนั้นนางฟ้าเหล่านั้นก็ไม่สวมใส่อะไรเลย และเคลื่อนไหวท่าทางต่างๆ เข้ามาโอบคอโอบเอวเขา ผู้ฝึกของเราคนนี้ยกระดับจิต(ซินซิ่ง)สูงขึ้นมาได้เร็วมาก เวลานั้นชายหนุ่มก็มีสติขึ้นมา สิ่งที่เขาคิดขึ้นมาได้อันดับแรกก็คือ ฉันไม่ใช่คนทั่วไป ฉันเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) พวกท่านอย่าได้ปฏิบัติกับฉันเช่นนี้ ฉันเป็นผู้บำเพ็ญหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) ความคิดนี้เมื่อเกิดขึ้น ทันใดนั้นทุกอย่างก็สลายตัวไปทันที แท้จริงนั้นก็คือสิ่งที่แปลงออกมา หลังจากนั้นพระอาหนีถอฝอและเหลาจื่อก็ปรากฏออกมาอีกครั้งหนึ่ง เหลาจื่อชี้ไปยังชายหนุ่ม และหันไปยิ้มกับพระอาหนีถอฝอว่า เจ้าคนนี้สอนได้ ก็คือพูดว่าหนุ่มคนนี้บำเพ็ญได้ สอนได้
ในประวัติศาสตร์หรือในมิติชั้นสูง ดูว่าใครฝึกได้หรือไม่ สิ่งสำคัญต้องดูที่กิเลสตัณหาและความใคร่ของคน เพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามดูสิ่งเหล่านี้ให้เป็นเรื่องธรรมดา แต่พวกเราบำเพ็ญปฏิบัติธรรมท่ามกลางคนธรรมดาสามัญ มิใช่ให้ท่านตัดขาดมันเสียทั้งหมด อย่างน้อยในขั้นตอนปัจจุบัน ท่านต้องดูมันให้จืดจาง อย่าได้เหมือนที่ผ่านมา การเป็นผู้ฝึกพลัง(กง)ควรต้องเป็นเช่นนี้ ในระหว่างการฝึกพลัง(กง)ไม่ว่าจะมีการรบกวนอย่างนี้อย่างนั้นปรากฏ ตัวท่านจะต้องหาสาเหตุในตัวว่า มีอะไรที่ท่านยังไม่ได้ปล่อยวางบ้าง
มารเกิดจากใจตัวเอง
อะไรเรียกว่า มารเกิดจากใจตัวเอง ร่างกายของคนในมิติชั้นต่างๆ ล้วนมีสนามสสารคงอยู่ ภายในสนามพิเศษ ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลจะเหมือนเงาสะท้อนส่องมายังสนามมิติของท่านนี้ แม้ว่าจะเป็นเพียงเงา แต่ก็มีสสารคงอยู่ ทุกสิ่งในสนามมิติของท่าน ก็จะฟังคำสั่งจากจิตสำนึกในสมองใหญ่ของท่าน กล่าวคือ ท่านใช้ตาทิพย์มองไป ไม่เคลื่อนไหวความนึกคิดมองดูอย่างเงียบๆ สิ่งที่เห็นก็คือความจริง หากเคลื่อนไหวความนึกคิดแม้เพียงเล็กน้อย ที่เห็นก็จะเป็นภาพปลอม นี่ก็คือมารเกิดจากใจตัวเอง หรือเรียกว่าแปรเปลี่ยนไปตามใจนึก ก็เพราะว่าผู้ฝึกพลัง(กง)บางคนตัวเองไม่สามารถทำตัวเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ไม่สามารถควบคุมตัวเอง เขาแสวงหาความสามารถพิเศษ ยึดติดต่อความสามารถและศาสตร์เล็กๆ น้อย ๆ แม้กระทั่งยึดติดต่อสิ่งที่ได้ยินจากมิติอื่น ยึดติดต่อการแสวงหาสิ่งเหล่านี้ คนประเภทนี้จะตกอยู่ในสภาพมารเกิดจากใจตัวเองได้ง่าย ตกลงไปได้ง่ายที่สุด ไม่ว่าจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้สูงเพียงใด เมื่อเกิดปัญหานี้ขึ้นก็จะตกต่ำลงสู่ก้นบึ้ง ถูกทำลายจนถึงที่สุด นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงนัก ไม่เหมือนกับเรื่องอื่นๆ การทดสอบจิต(ซินซิ่ง)ครั้งนี้ไม่ผ่าน ล้มลงไปลุกขึ้นมา ก็ยังสามารถบำเพ็ญต่อไปได้ แต่เมื่อปรากฏปัญหามารเกิดจากใจตัวเอง ชั่วชีวิตนี้เขาก็จบสิ้นแล้วบำเพ็ญต่อไปไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ฝึกพลัง(กง)จนบรรลุระดับชั้นหนึ่งที่ตาทิพย์เปิดแล้ว มักจะเกิดปัญหานี้ได้ง่าย ยังมีบางคนจิตสำนึกของตัวเองมักจะถูกสื่อสัญญาณภายนอกรบกวน สื่อสัญญาณภายนอกบอกอะไรเขา เขาก็เชื่ออย่างนั้น ก็จะปรากฏปัญหานี้ เพราะฉะนั้นพวกเราบางคนที่ตาทิพย์เปิดแล้ว จะถูกสื่อสัญญาณรอบด้านรบกวนเราขอยกตัวอย่างสักตัวอย่างหนึ่ง การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในระดับต่ำ จิตใจไม่หวั่นไหวนั้นทำได้ยาก อาจารย์มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรท่านอาจมองเห็นได้ไม่ชัดเจน อยู่มาวันหนึ่ง ทันใดนั้นท่านได้เห็นเทพองค์หนึ่งทั้งสูงทั้งใหญ่ เทพองค์นี้กล่าวชมเชยท่าน 2 คำ และสอนอะไรท่านเล็กๆ น้อยๆ ท่านก็รับ พลัง(กง)ของท่านก็จะสับสน ในใจท่านเกิดดีใจ ยอมรับเขาเป็นอาจารย์ ก็ตามไปเรียนกับเขา เขาเองอาจยังไม่ได้มรรคผล ณ มิตินั้นเขาสามารถขยายใหญ่และหดเล็กได้ ปรากฏอยู่ต่อหน้าท่าน ท่านมองเห็นเทพองค์ใหญ่ เกิดความตื่นเต้น พอจิตยินดีเกิดขึ้นมา ท่านจะไม่ตามไปเรียนกับเขาหรือ ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมหากควบคุมตัวเองไม่ได้ก็ยากที่จะช่วยเหลือให้หลุดพ้น ก็ทำลายตัวเองได้ง่าย ผู้อยู่บนสวรรค์ล้วนเป็นเทพ แต่เขาก็ยังไม่ได้มรรคผล ยังต้องเข้าสู่วัฏจักรหกทาง ท่านยอมรับเขาเป็นอาจารย์ง่ายๆ ถ้าท่านตามเขาไป เขาจะพาท่านไปยังจุดใด เขายังไม่สำเร็จมรรคผล ท่านมิบำเพ็ญไปโดยเปล่าประโยชน์หรือ ผลสุดท้ายพลัง(กง)ของท่านเองก็สับสนไปหมด จิตใจของคนนั้นยากที่จะไม่หวั่นไหว ข้าพเจ้าขอบอกกับทุกท่าน ปัญหานี้ร้ายแรงนัก ในวันข้างหน้าพวกเราหลายคนอาจพบปัญหานี้ หลักธรรมข้าพเจ้าได้พูดออกมาแล้ว ท่านจะสามารถควบคุมได้หรือไม่อยู่ที่ตัวท่าน ที่ข้าพเจ้าพูดถึงคือสภาพการณ์อย่างหนึ่ง ได้เห็นผู้สำเร็จธรรมในวิชาอื่น จิตใจต้องไม่หวั่นไหว ยึดมั่นบำเพ็ญในวิชาเดียว พระพุทธอะไร เต๋าอะไร เทพอะไร มารอะไร ก็อย่าหวังว่าจะทำให้จิตใจฉันหวั่นไหวได้ เช่นนี้ย่อมมีโอกาสจะประสบความสำเร็จ
มารเกิดจากใจตัวเองยังมีสภาพการณ์อื่นอีก เห็นญาติที่ตายไปมารบ กวน ร้องห่มร้องไห้ บอกให้ท่านทำเรื่องนี้เรื่องนั้น เรื่องอะไรล้วนปรากฏ ท่านจะไม่หวั่นไหวได้หรือ ท่านรักลูกคนนี้ของท่าน รักบิดามารดา บิดามารดาของท่านตายไปแล้ว เขาบอกให้ท่านทำอะไร ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ ท่านทำไปก็จะเสีย ผู้ฝึกพลัง(กง)จึงลำบากเช่นนี้ คนเขาพูดกันว่าพุทธศาสนาเริ่มสับสน แล้วสิ่งที่เป็นของลัทธิหยูก็ปะปนเข้าไปในศาสนาพุทธ การกตัญญูต่อบิดามารดา ความรักความผูกพันต่อบุตรธิดาก็ปะปนเข้าไป พุทธศาสนาไม่มีสิ่งเหล่านี้ หมายความว่าอะไร เพราะชีวิตที่แท้จริงของคน คือจิตหลัก(เหวียนเสิน) ผู้ให้กำเนิดจิตหลัก(เหวียนเสิน)แก่ท่านจึงจะเป็นมารดาที่แท้จริงของท่าน ท่านเวียนว่ายตายเกิดในวัฏจักรหกทาง(วัฏสงสาร) มารดาของท่านมีทั้งที่เป็นมนุษย์ และไม่ใช่มนุษย์ นับไม่ถ้วน แต่ละภพแต่ละชาติท่านมีบุตรธิดาเป็นจำนวนเท่าใดก็นับไม่ถ้วน คนไหนคือมารดาของท่าน คนไหนคือบุตรธิดาของท่าน สองตาปิดลงใครก็ไม่รู้จักใคร กรรมที่ท่านติดค้างมาก็ยังต้องชดใช้ คนตกอยู่ในวังวน จึงปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ บางคนไม่สามารถปล่อยวางบุตรธิดาของเขา บอกว่าเขาดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ก็ตายไปแล้ว มารดาของเขาดีอย่างไรก็ตายไปแล้ว เขาโศกเศร้าปานจะขาดใจ ชีวิตที่เหลืออยู่อยากจะตามเขาไปด้วย ท่านไม่ลองคิดดู นี่ไม่ใช่มาทรมานท่านหรอกหรือ ใช้รูปแบบเช่นนี้เพื่อไม่ให้ท่านอยู่อย่างปกติสุข
คนธรรมดาสามัญอาจไม่เข้าใจ ถ้าท่านยึดติดในสิ่งนี้ ท่านก็บำเพ็ญปฏิบัติธรรมไม่ได้ เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาจึงไม่มีเนื้อหาสาระเหล่านี้ ถ้าท่านคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ความรักความผูกพันของคนก็ต้องปล่อยวาง แน่นอนพวกเราบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในสังคมมนุษย์ การกตัญญูต่อบิดามารดาและการอบรมสั่งสอนบุตรธิดาเป็นเรื่องสมควร ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมใดๆ ก็ต้องดีต่อผู้อื่น เมตตาต่อคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อญาติพี่น้องของท่าน ไม่ว่ากับใครก็เหมือนกัน กับบิดามารดา กับบุตรธิดาก็ดี คำนึงถึงผู้อื่นอยู่เสมอ จิตใจเช่นนี้ถือว่าไม่เห็นแก่ตัว เต็มไปด้วยกุศลจิตเมตตาจิต ความรักความผูกพันเป็นเรื่องของคนธรรมดาสามัญ คนธรรมดาสามัญจึงมีชีวิตอยู่ด้วยความรักความผูกพัน
คนจำนวนมากควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำให้เกิดอุปสรรคในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม บางคนกล่าวว่า พระพุทธพูดอะไรกับเขา อะไรก็ตามที่บอกท่านว่าวันนี้ท่านจะมีภัย จะเกิดเรื่องอะไร ให้ท่านหลีกเลี่ยงอย่างไร หรือใครที่บอกท่านว่า ล็อตเตอรี่งวดนี้รางวัลที่หนึ่งจะออกเลขอะไร บอกให้ท่านไปซื้อ (ยกเว้นแต่ว่าเวลาจะมีอันตรายถึงแก่ชีวิตแล้วบอกให้ท่านขจัดอย่างไร) อะไรก็ตามที่จะให้ท่านได้รับประโยชน์ในสังคมมนุษย์ล้วนเป็นมาร หากท่านได้สิ่งดีๆ ในสังคมมนุษย์ ก็ไม่สามารถผ่านด่านนี้ไปได้ ท่านก็ยกระดับสูงขึ้นไม่ได้ ท่านใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในสังคมมนุษย์ ท่านจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างไร กรรมของท่านจะผันแปรได้อย่างไร จะไปหาสภาพแวดล้อมให้ท่านได้ยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ของท่านและผันแปรกรรมของท่านได้ที่ใด พวกเราต้องจดจำจุดนี้ไว้ให้ดี มารตัวนั้นยังจะยกยอท่าน บอกว่าท่านสูงส่งเพียงใด บอกว่าท่านคือพระพุทธที่สูงส่งเพียงใด เต๋าที่สูงส่งเพียงใด เห็นว่าท่านเก่งเพียงใด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งจอมปลอม ผู้ที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง จิตต่างๆ ทุกประเภทของท่านล้วนต้องปล่อยวาง เวลาเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ พวกเราจะต้องระมัดระวัง
เมื่อเราฝึกพลัง(กง)จนตาทิพย์เปิดแล้ว ตาทิพย์เปิดแล้วก็จะมีจุดที่บำเพ็ญลำบาก ตาทิพย์ไม่เปิดก็มีจุดที่บำเพ็ญลำบาก บำเพ็ญลำบากทั้งนั้น เมื่อเปิดตาทิพย์แล้ว เวลาที่สื่อสัญญาณต่างๆ มารบกวนท่าน ท่านก็ควบคุมตัวเองได้ยากจริงๆ ในมิติอื่น ล้วนวิจิตรตระการตาสวยงามมาก ดีงามมากๆ ทุกสิ่งล้วนสามารถทำให้จิตใจหวั่นไหว เมื่อจิตใจของท่านหวั่นไหวก็จะถูกรบกวน พลัง(กง)ของท่านก็จะสับสน มักจะเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้นผู้ที่มารเกิดจากใจตัวเอง เวลาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้นั้น สภาพเช่นนี้ก็จะปรากฏ อาทิเช่น เมื่อคนผู้นี้เกิดมีความคิดที่ไม่ถูกต้องขึ้นมา ก็จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง อยู่มาวันหนึ่ง ตาทิพย์ของเขาเปิด มองเห็นได้ชัดเจน เขาคิด ณ ศูนย์ฝึกพลัง(กง)แห่งนี้ ก็มีแต่ฉันเท่านั้นที่ตาทิพย์เปิดได้ดี ฉันคงจะไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป ฉันสามารถเรียนหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของอาจารย์หลี่ ฉันเรียนได้ดีเช่นนี้ เก่งกว่าใครๆ ฉันอาจไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปก็ได้ ความคิดเช่นนี้ถือว่าไม่ถูกต้องแล้ว เขาคิด ไม่แน่ฉันก็คือพระพุทธ ลองมองตัวเองดูซิ พอเขามองตัวเองก็เป็นพระพุทธขึ้นมาจริงๆ เพราะอะไร เพราะว่าสสารทุกชนิดภายในสนามมิติรอบๆ ร่างกายเขา จะแปรเปลี่ยนไปตามความคิดของเขา เรียกว่าแปรเปลี่ยนไปตามใจนึก
สิ่งที่สะท้อนมาจากจักรวาล จะแปรเปลี่ยนไปตามความคิดของเขา เพราะว่าภายในสนามมิติของเขา เขาจะดูแลทั้งหมด เงาก็เป็นสสารที่มีอยู่ ก็เช่นเดียวกัน เขาคิด ฉันคงเป็นพระพุทธแล้ว เสื้อผ้าที่ฉันใส่ก็อาจจะเป็นเสื้อผ้าของพระพุทธ ฉะนั้นเขาก็จะเห็นว่าเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ก็เป็นเสื้อผ้าของพระพุทธจริงๆ โอ้โฮ ฉันเป็นพระพุทธจริงๆ ดีใจสุดขีด ฉันอาจจะไม่ใช่เป็นแค่พระพุทธองค์เล็กๆ ดูอีกที ตัวเองก็เป็นพระพุทธองค์ใหญ่ ไม่แน่ฉันยังจะสูงกว่าหลี่หงจื้อ ดูไปดูมา โอ้โฮ เราสูงกว่าหลี่หงจื้อจริงๆ ด้วย ยังมีบางคนได้ยินกับหู มารตัวนั้นรบกวนเขา พูดว่า ท่านยังสูงกว่าหลี่หงจื้อ ท่านสูงกว่าหลี่หงจื้อมากเท่าใดๆ เขาก็เชื่อ ทำไมท่านไม่ลองคิดดูต่อไปท่านจะบำเพ็ญอย่างไร ท่านเคยบำเพ็ญมาหรือยัง ใครเป็นผู้สอนให้ท่านบำเพ็ญ พระพุทธจริงลงมาปฏิบัติภารกิจยังต้องเริ่มต้นบำเพ็ญใหม่ พลัง(กง)ดั้งเดิมก็ไม่มีแล้ว เพียงแต่เวลานี้บำเพ็ญได้เร็วขึ้นหน่อย เมื่อเป็นเช่นนี้ คนผู้นี้หลังจากเกิดปัญหาเช่นนี้ เขาก็จะถอนตัวลำบากอย่างยิ่ง จิตใจเช่นนี้ก็เกิดขึ้นแล้ว เมื่อเกิดขึ้นแล้วอะไรเขาก็กล้าพูด ฉันก็คือพระพุทธ พวกท่านไม่ต้องไปเรียนกับใคร ฉันก็คือพระพุทธ ฉันจะบอกพวกท่านว่าให้ทำอย่างไรๆ เขามาในลักษณะนี้
พวกเราในเมืองฉางชุนก็มีคนแบบนี้ไม่ใช่หรือ เริ่มต้นเขาก็เป็นคนที่ไม่เลวเลยทีเดียว ต่อมาทำไปทำมาก็เกิดเรื่องเช่นนี้ เขาเป็นพระพุทธแล้ว สุดท้ายเขาสูงกว่าใครๆ ก็คือเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ เกิดจากจิตยึดติด ทำไมจึงเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ ทางพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า ท่านเห็นอะไร อย่าได้ไปสนใจ ล้วนเป็นภาพหลอนของมาร ท่านเพียงแต่ตั้งจิตมั่นบำเพ็ญขึ้นไป ทำไมจึงไม่ให้ท่านดู เพื่อไม่ให้ท่านยึดติดต่อสิ่งเหล่านี้ เขากลัวว่าจะเกิดปัญหานี้ การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา เขาไม่มีวิธีบำเพ็ญปฏิบัติที่แข็งขืนใดๆ ในคัมภีร์ก็ไม่ได้ชี้แนะว่าจะสลัดสิ่งนี้ทิ้งได้อย่างไร สมัยขององค์ศากยมุนีไม่ได้พูดถึงหลักธรรมข้อนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหามารเกิดจากใจตัวเองและปัญหาแปรเปลี่ยนไปตามใจนึก พระองค์ถือว่าภาพที่เห็นในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมนั้นเป็นภาพหลอนของมารทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อเกิดจิตยึดติด ก็จะเกิดภาพหลอนของมาร คนยากที่จะสลัดมันทิ้ง ถ้าทำได้ไม่ดีคนคนนี้ก็จบสิ้น ถูกมารครอบงำ เพราะเขาคิดว่าตัวเองเป็นพระพุทธเสียแล้ว เขาถูกมารครอบงำเสียแล้ว สุดท้ายยังอาจจะชักนำวิญญาณแปลกปลอมและเรื่องอื่นๆ เข้ามา เขาก็จบสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง จิตใจเลวลง ตกลงสู่ก้นบึ้ง คนประเภทนี้มีมากมาย ณ ที่นี้ในเวลานี้ก็มีคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เลวเลย ลักษณะการพูดก็ไม่เหมือนเดิม แท้จริงตัวเองเป็นอย่างไร แม้แต่ในพุทธศาสนาก็ถือเรื่องเหล่านี้มาก ที่ข้าพเจ้าพูดมานี้ ก็เป็นสภาพการณ์แบบหนึ่ง ก็เรียกว่ามารเกิดจากใจตัวเอง หรือเรียกว่าแปรเปลี่ยนไปตามใจนึก ที่ปักกิ่งมีผู้ฝึกประเภทนี้ ที่อื่นก็มีปรากฏ อีกทั้งเป็นการรบกวนผู้ฝึกพลัง(กง)ของเราอย่างมาก
มีคนถามข้าพเจ้าว่า อาจารย์ ทำไมท่านไม่ชำระสิ่งเหล่านี้ พวกเราลองคิดดู บนหนทางบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของเราหากชำระล้างอุปสรรคทั้งหมดให้แก่ท่าน แล้วท่านจะบำเพ็ญอย่างไร ภายใต้สภาพที่มีมารรบกวนจึงจะแสดงให้เห็นว่าท่านสามารถบำเพ็ญต่อไปได้หรือไม่ ท่านจะสามารถรับรู้(อู้)หลักธรรมอย่างแท้จริงได้หรือไม่ ท่านจะทนต่อการถูกรบกวนได้หรือไม่ สามารถยึดมั่นในวิชานี้ได้หรือไม่ การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมก็เหมือนกับการร่อนทองในคลื่นแรง สิ่งที่เหลือจึงจะเป็นทองแท้ หากไม่มีรูปแบบการรบกวนเช่นนี้ ข้าพเจ้าว่าการบำเพ็ญของคนเราดูจะเป็นเรื่องง่ายเกินไป ข้าพเจ้าว่าท่านบำเพ็ญได้ง่ายเกินไปแล้ว ผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงเหล่านั้นเห็นแล้วรู้สึกไม่ยุติธรรม ท่านทำอะไร นี่เป็นการโปรดสัตว์หรือ บนหนทางการบำเพ็ญหากไม่มีอุปสรรคอะไรเลย บำเพ็ญราบรื่นตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด นี่ยังจะเป็นการบำเพ็ญหรือ ยิ่งฝึกยิ่งสบาย ไม่มีอะไรมารบกวน เป็นเช่นนี้ได้หรือ นี่ก็คือปัญหา ข้าพเจ้าเองก็คำนึงถึงปัญหานี้อยู่ ในระยะแรก ข้าพเจ้าได้จัดการกับมารพวกนี้ไปมากต่อมาก ถ้าทำเช่นนี้ต่อไป ข้าพเจ้าก็คิดว่าไม่ถูกต้อง ผู้รู้แจ้งท่านอื่นก็พูดกับข้าพเจ้าว่า ท่านให้พวกเขาบำเพ็ญได้ง่ายเกินไปแล้ว คนมีความยากลำบากเล็กน้อยแค่นั้นหรือ ระหว่างคนด้วยกันก็มีเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นหรือ ยังมีจิตอีกมากมายที่ยังขจัดทิ้งไปไม่ได้ ท่ามกลางความสับสนท่านจะสามารถเข้าใจต่อหลักธรรมใหญ่ได้หรือไม่ ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ มีปัญหาเช่นนี้อยู่ ดังนั้นก็จะมีการรบกวน มีการทดสอบ ที่พูดมานี้เป็นรูปแบบหนึ่งของมาร การจะช่วยให้คนๆ หนึ่งพ้นทุกข์เป็นเรื่องยากจริงๆ แต่การจะทำลายคนๆ หนึ่งนั้นเป็นเรื่องง่ายดายมากๆ หากใจท่านไม่เที่ยงตรง ก็จบสิ้นทันที
จิตสำนึกหลักต้องแกร่ง เนื่องจากมนุษย์เราทำเรื่องไม่ดีไว้หลายภพหลายชาติ ก่อเกิดเป็นทุกข์ภัยให้แก่มนุษย์ ก่อเกิดเป็นกรรมซึ่งเป็นอุปสรรคต่อผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ดังนั้นจึงมีการเกิดแก่เจ็บตาย นี่คือกรรมทั่วๆ ไป ยังมีกรรมที่รุนแรงอีกประเภทหนึ่ง ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม เรียกว่ากรรมทางความคิด คนมีชีวิตอยู่ก็จะต้องคิด เนื่องจากคนเราตกอยู่ในวังวนของคนธรรมดาสามัญ ในความคิดมักจะเกิดความนึกคิดเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ กิเลสตัณหา โทสะ เป็นต้น นานๆ เข้าก็จะก่อเกิดเป็นกรรมทางความคิดที่รุนแรง เพราะในมิติอื่นทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีชีวิต กรรมก็เช่นเดียวกัน เมื่อคนเราต้องการจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมสายหลัก ก็ต้องชำระกรรม ชำระกรรมก็คือสลายกรรมให้หมดไป ผันแปรไป แน่นอนกรรมก็จะไม่ยินยอม คนเราก็จะมีทุกข์ภัย มีอุปสรรค และแล้วกรรมทางความคิดจะก่อกวนสมองใหญ่ของคนโดยตรง จากนั้นในความคิดก็จะมีการด่าอาจารย์ ด่าหลักธรรมใหญ่ มีความคิดที่เลวร้ายต่างๆ และคำพูดที่ด่าคน เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมบางคนจึงไม่เข้าใจเรื่องเป็นเช่นใด ยังคิดว่าตัวเองคิดเช่นนี้ บางคนคิดว่านี่คือวิญญาณแปลกปลอม แต่นี่ไม่ใช่วิญญาณแปลกปลอม แต่เป็นกรรมทางความคิดที่สะท้อนเข้าไปสู่สมองใหญ่ บางคนจิตสำนึกหลัก(จู่อี้ซื่อ)ไม่แกร่ง ก็กระทำเรื่องไม่ดีตามกรรมทางความคิด คนผู้นี้ก็จบสิ้น ตกลงไปเสียแล้ว แต่คนส่วนใหญ่สามารถใช้ความคิดอันแข็งแกร่ง(จู่อี้ซื่อเฉียง)ของตนขจัดมันทิ้งไป ต่อต้านมัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็แสดงว่า คนผู้นี้สามารถช่วยให้หลุดพ้นได้ สามารถแยกแยะชั่วดีได้ ก็คือการรับรู้(อู้)ดี ธรรมกายของข้าพเจ้าก็จะช่วยชำระกรรมทางความคิดประเภทนี้ออกไปเป็นส่วนใหญ่ สภาพเช่นนี้พบค่อนข้างมาก เมื่อปรากฏออกมา ก็จะดูว่าตนเองจะสามารถเอาชนะความคิดที่ไม่ดีเหล่านี้ได้หรือไม่ ผู้ที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ ก็จะสลายกรรมได้ จิตต้องเที่ยงตรง อะไรคือจิตไม่เที่ยงตรง ก็คือเขามักจะถือว่าตัวเองไม่ใช่ผู้ฝึกพลัง(กง) ผู้ฝึกพลัง(กง)จะพบกับทุกข์ภัยในระหว่างการบำเพ็ญ เมื่อทุกข์ภัยเกิดขึ้นอาจปรากฏออกมาในรูปของความขัดแย้งระหว่างคน ทำให้มีเรื่องการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจิต(ซินซิ่ง)ของท่าน ในด้านนี้มีค่อนข้างมาก ยังจะพบกับอะไรอีก ร่างกายของเราจะรู้สึกไม่สบายขึ้นมาอย่างกะทันหัน เพราะว่าต้องชดใช้กรรม มันจะปรากฏออกมาในหลายๆ ด้าน เมื่อถึงระยะหนึ่งยังจะทำให้ท่านแยกแยะไม่ออกว่าจริงหรือเท็จ ทำให้ท่านสงสัยว่าพลัง(กง)นี้จะยังคงมีอยู่หรือไม่ จะบำเพ็ญต่อไปได้หรือไม่ ในที่สุดบำเพ็ญขึ้นไปได้หรือไม่ มีพระพุทธหรือไม่ แท้หรือปลอม ต่อไปในวันข้างหน้ายังจะมีเหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏอีก ทำให้ท่านเกิดความเข้าใจผิด ให้ท่านรู้สึกว่ามันเหมือนไม่มี เป็นของปลอมทั้งสิ้น ก็จะดูว่าท่านจะสามารถยืนหยัดต่อไปได้หรือไม่ ท่านบอกว่าจะมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง จิตใจเช่นนี้ เมื่อถึงเวลานั้นท่านมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงจริงๆ ท่านก็จะสามารถปฏิบัติได้ดีเอง เพราะว่าจิต(ซินซิ่ง)ของท่านได้ยกระดับขึ้นมาแล้ว ในเวลานี้ท่านยังไม่มั่นคงนัก ถ้าให้ท่านประสบกับทุกข์ภัยในขณะนี้ ท่านก็จะไม่สามารถรับรู้(อู้) ก็จะไม่สามารถบำเพ็ญ ทุกข์ภัยอาจปรากฏออกมาในหลายๆ ด้านในขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม คนเราก็จะต้องบำเพ็ญปฏิบัติธรรมขึ้นไปเช่นนี้ ดังนั้นพวกเราบางคนเมื่อใดที่ร่างกายของเขาเกิดไม่สบายขึ้นมา เขาก็คิดว่าตัวเองเจ็บป่วย เขาไม่สามารถทำตัวให้เป็นผู้ฝึกพลัง(กง)ได้ เมื่อประสบกับเรื่องนี้ เขาก็คิดว่าตัวเองเจ็บป่วย คิดว่าทำไมจึงมีปัญหามากมาย ขอบอกกับท่านว่า ได้ช่วยท่านลบล้างกรรมไปมากแล้ว ความยุ่งยากของท่านน้อยลงไปมากแล้ว ถ้าไม่ช่วยท่านลบล้างไปบ้าง เมื่อท่านประสบกับปัญหาท่านก็อาจเสียชีวิตไปเลย ก็อาจไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก ดังนั้นเมื่อท่านประสบปัญหาเล็กน้อย ท่านก็รู้สึกทนไม่ได้ แล้วจะมีเรื่องอะไรสุขสบายเช่นนั้น ยกตัวอย่าง ขณะที่ข้าพเจ้าไปถ่ายทอดที่เมืองฉางชุน มีคนๆ หนึ่งมีรากฐาน(เกินจี)ดีมาก มีคุณสมบัติดีพร้อม ข้าพเจ้าก็หมายตาคนๆ นี้ ก็เลยเพิ่มทุกข์ภัยให้เขามากหน่อย ให้เขาได้ชำระกรรมเร็วขึ้น ให้เขาเปิดพลัง(กง) ข้าพเจ้าตั้งใจจะทำเช่นนี้ แต่มีวันหนึ่ง เขาเหมือนมีอาการเส้นโลหิตในสมองตีบ ล้มลงไปอยู่ตรงนั้น เคลื่อนไหวไม่ได้ ดูเหมือนมือเท้าไม่ทำงาน จึงส่งตัวไปโรงพยาบาลอย่างรีบด่วน หลังจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นมาได้ ทุกท่านลองคิดดู คนที่เส้นโลหิตในสมองตีบจะลุกขึ้นมาได้เร็วไวเช่นนี้หรือ มือเท้าก็เคลื่อนไหวได้แล้ว เขาบอกว่าเขาฝึกหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ทำให้เขาเกิดปัญหา เขาไม่ได้คิดว่า เส้นโลหิตในสมองตีบจะหายได้รวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร หากว่าเขาไม่ได้ฝึกหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) หัวทิ่มล้มลงไปลุกไม่ขึ้น ไม่แน่ก็อาจตายอยู่ตรงนั้น หรืออาจจะเป็นอัมพาตตลอดไป เส้นโลหิตในสมองตีบขึ้นมาจริงๆ
เพราะฉะนั้นถึงได้พูดว่าการโปรดมนุษย์นั้นยากยิ่งนัก ทำเพื่อเขามากมาย เขายังไม่รับรู้(อู้) กลับพูดเช่นนี้ ผู้ฝึกเก่าบางคนพูดว่า อาจารย์ทำไมฉันจึงรู้สึกว่าตรงนั้นตรงนี้ไม่สบายไปหมด ไปโรงพยาบาลฉีดยาก็ไม่หาย กินยาแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น เขายังกล้ามาบอกกับข้าพเจ้าอย่างนี้อีก มันไม่หายแน่นอน มันไม่ใช่โรค จะหายได้หรือ ท่านไปตรวจเช็คก็จะไม่พบสาเหตุ ท่านก็จะไม่สบายอย่างนั้นเอง เรามีลูกศิษย์ผู้หนึ่งไปโรงพยาบาลฉีดยา ทำให้เข็มงอไปหลายอัน จนสุดท้ายยาหลอดนั้นไหลกลับออกมา ฉีดไม่เข้า เขาเข้าใจทันที โอ้ ฉันเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) ฉันไม่ฉีดยาแล้ว เขาเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ ไม่ฉีดยาแล้ว ดังนั้นเมื่อพวกเราพบกับทุกข์ภัย จะต้องระมัดระวังปัญหานี้ บางท่านคิดว่าข้าพเจ้าไม่ให้เขาไปโรงพยาบาล ก็คิดว่า ท่านไม่ให้ฉันไปโรงพยาบาล ฉันจะไปหาอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง) เขายังคิดว่าเป็นโรคภัยไข้เจ็บอยู่นั่นเอง เขาไปหาอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)แทน จะไปหาอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)จริงๆ ได้ที่ไหน ถ้าเป็นอาจารย์ปลอม ท่านก็จะถูกทำลายในทันที
เราพูดว่า อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)คนนั้นจริงหรือปลอม ท่านจะแยกแยะชัดเจนได้อย่างไร อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)จำนวนมากล้วนแต่งตั้งตัวเองขึ้นมา ข้าพเจ้าได้ผ่านการทดสอบมาแล้ว ในมือข้าพเจ้ามีหนังสือรับรองว่า ข้าพเจ้าได้ผ่านการทดสอบจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ มีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมมากมายที่แต่งตั้งตัวเองขึ้นมา เพื่อหลอก ลวงผู้คน แล้วอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมคนนี้ก็สามารถรักษาโรคได้ ทำไมจึงรักษาโรคได้ เพราะว่าเขาถูกวิญญาณแปลกปลอมครอบงำ ถ้าไม่มีวิญญาณแปลกปลอมเขาก็หลอกคนไม่ได้ วิญญาณแปลกปลอมตัวนั้นสามารถปล่อยพลัง(กง)ออกมา ก็สามารถรักษาโรคได้ มันก็คือพลังงานชนิดหนึ่ง ควบคุมคนธรรมดาสามัญได้ง่ายมาก แต่ข้าพเจ้าได้พูดแล้วว่า ถ้าวิญญาณแปลกปลอมตัวนั้นคิดจะรักษาโรค มันจะปล่อยอะไรเข้าไปในร่างกายท่าน ภายใต้จุลทรรศน์ล้วนเป็นรูปลักษณ์ของวิญญาณแปลกปลอมตัวนั้น แผ่เข้าไปในตัวของท่าน ท่านว่าท่านจะทำอย่างไร อัญเชิญเทพมาง่ายส่งเทพออกไปลำบาก คนธรรมดาสามัญเราไม่พูดถึง เขาก็อยากเป็นคนธรรมดาสามัญ เขาก็คิดจะสบายเพียงชั่วขณะ แต่ท่านเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) ท่านต้องชำระร่างกายอย่างต่อเนื่องมิใช่หรือ สิ่งเหล่านี้ปะปนเข้าไปในร่างกายของท่าน เมื่อใดท่านจึงจะสามารถขับมันออกมาได้ อีกทั้งมันก็มีพลังงานในระดับหนึ่ง บางคนคิดว่า แล้วทำไมธรรมจักร(ฝ่าหลุน)จึงยอมให้มันเข้ามา อาจารย์มิใช่มีธรรมกายของอาจารย์คอยคุ้มครองพวกเราอยู่หรือ ในจักรวาลของเรานี้มีกฎอยู่ข้อหนึ่ง คือสิ่งใดที่ท่านแสวงหาใครก็ไม่ยุ่งเกี่ยว ท่านต้องการเองใครก็ไม่ยุ่งเกี่ยว ธรรมกายของข้าพเจ้าจะช่วยยับยั้งท่าน ชี้แนะท่าน พอเห็นว่าท่านยังคงเป็นเช่นนี้ ก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับท่านอีก จะมีการบังคับให้คนบำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่ไหนกัน ไม่สามารถบังคับท่านให้บำเพ็ญ ต้องอาศัยตัวท่านเองยกระดับให้สูงขึ้นไปอย่างแท้จริง ท่านไม่คิดจะยกระดับใครก็ไม่มีปัญญา เหตุผลก็บอกให้ฟังแล้ว หลักธรรมก็พูดให้ท่านฟังแล้ว ตัวท่านเองยังไม่คิดจะยกระดับให้สูงขึ้น ท่านจะโทษใครได้ สิ่งที่ท่านต้องการ ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ธรรมกายของข้าพเจ้าก็จะไม่เกี่ยวข้องด้วย รับรองว่าเป็นเช่นนี้ ยังมีบางคนเที่ยวไปฟังการบรรยายของอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ท่านอื่นๆ กลับบ้านแล้วรู้สึกไม่สบายมากต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน ทำไมธรรมกายของอาจารย์จึงไม่ปกป้องท่าน ก็ท่านไปทำอะไรมา ท่านไปฟัง ท่านไม่ใช่ไปแสวงหาหรือ ท่านไม่กรอกเข้าไปในหู มันจะเข้าไปได้หรือ บางคนยังทำให้ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ของตัวเองเปลี่ยนรูปไป ข้าพเจ้าขอบอกท่าน ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)นั้นมีค่ายิ่งกว่าชีวิตของท่าน มันเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงชนิดหนึ่ง ไม่ควรทำลายตามอำเภอใจ เวลานี้มีอาจารย์ชี่กงปลอมอยู่มากมาย บางท่านมีชื่อเสียงมาก ข้าพเจ้ากล่าวกับหัวหน้าสถาบันศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์พลังลมปราณ(ชี่กง)แห่งประเทศจีนว่า ในสมัยโบราณนางสนมต๋าจี่ ก่อความวุ่นวายในราชสำนัก สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นร้ายกาจนัก แต่มันก็ยังไม่ร้ายกาจเท่ากับอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมในปัจจุบัน ก่อความเดือดร้อนไปทั่วทั้งประเทศ มีคนมากมายที่ประสบทุกข์ภัย ท่านมองดูภายนอกดูเหมือนดี มีคนเท่าใดที่บนร่างกายมีสิ่งนั้น เขาปล่อยออกมาท่านก็รับไป พูดตามตรงว่าร้ายกาจเหลือเกิน ดังนั้นสำหรับคนธรรมดาสามัญดูจากภายนอกยากที่จะแยกแยะได้
บางคนอาจคิดว่า วันนี้มาร่วมฟังการบรรยายวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง) ได้ฟังอาจารย์หลี่หงจื้อถ่ายทอด ฉันรู้แล้วว่าแท้จริงแล้วพลังลมปราณ(ชี่กง)ช่างยิ่งใหญ่ลึกซึ้งอะไรเช่นนี้ คราวต่อไปถ้ามีการบรรยายพลังลมปราณ(ชี่กง)อื่นๆ ฉันก็จะไปฟัง ข้าพเจ้าขอบอกว่าท่านอย่าได้ไปเป็นอันขาด ไปฟังสิ่งไม่ดีทั้งหลายก็จะกรอกเข้ามาในหู จะช่วยคนๆ หนึ่งนั้นลำบากนัก เปลี่ยนแปลงความคิดของท่านยิ่งลำบาก ปรับสภาพร่างกายให้ท่านก็ยากเช่นเดียวกัน อาจารย์ปลอมมีอยู่มากมาย แม้จะเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจริง อาจารย์คนนั้นสะอาดจริงหรือ สัตว์บางตัวดุร้ายนัก สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถเข้าไปในร่างกายของเขาได้ แต่เขาก็ขับไล่มันไม่ไป เขาไม่มีความสามารถที่จะยุ่งกับสิ่งเหล่านี้ในวงกว้าง โดยเฉพาะผู้ฝึกของเขา เขาปล่อยพลังอยู่ตรงนั้น สิ่งอะไรก็ปะปนเข้าไป แม้ตัวเขาเองค่อนข้างเที่ยงตรง แต่ว่าผู้ฝึกของเขาไม่เที่ยงตรง มีวิญญาณแปลกปลอมสิงอยู่หลายชนิด อะไรก็มี
ถ้าท่านจะบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)อย่างแท้จริง ท่านก็อย่าไปฟัง แน่นอนถ้าท่านไม่คิดที่จะบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) อะไรก็คิดจะฝึก ถ้าเช่นนั้นท่านก็ไป ข้าพเจ้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับท่าน ท่านก็ไม่ใช่ลูกศิษย์ของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) เกิดปัญหาท่านก็อย่าได้พูดว่าเป็นเพราะฝึกหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) ท่านต้องปฏิบัติตามมาตรฐานจิต(ซินซิ่ง) ปฏิบัติตามหลักธรรมใหญ่ในการบำเพ็ญปฏิบัติ จึงจะเป็นคนของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)อย่างแท้จริง มีคนถามว่า จะติดต่อกับผู้ที่ฝึกชี่กงอื่นๆ ได้หรือไม่ ข้าพเจ้าขอบอกท่าน เขาเป็นเพียงผู้ฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง) แต่ท่านเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมใหญ่ ออกจากที่นี้ไป ระดับชั้นของท่านจะทิ้งห่างจากเขามากทีเดียว ฝ่าหลุนนี้ผ่านการบำเพ็ญปฏิบัติมาแล้วกี่ชั่วคนจึงก่อเกิดเป็นสิ่งนี้ขึ้นมา มีอานุภาพแรงกล้า แน่นอนถ้าท่านต้องการที่จะติดต่อ หากสามารถยืนหยัดไม่รับสิ่งใดของเขาและไม่ต้องการ เป็นเพียงเพื่อนธรรมดาทั่วไป ปัญหาก็จะไม่มากเท่าใดนัก แต่หากในร่างกายของคนผู้นั้นเต็มไปด้วยสิ่งไม่ดี ทางที่ดีอย่าได้ไปติดต่อด้วย พูดถึงคู่สามีภรรยาที่ฝึกพลัง(กง)อย่างอื่น ข้าพเจ้าคิดว่าปัญหาก็ไม่มาก แต่มีอยู่จุดหนึ่ง เพราะว่าท่านฝึกหลักธรรมสายหลัก คนหนึ่งฝึกพลัง(กง)ผู้อื่นจะได้รับประโยชน์ด้วย เขาฝึกวิชานอกลู่นอกทาง ในร่างกายอาจมีสิ่งแปลกปลอม ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของท่าน ก็ต้องช่วยชำระให้เขาด้วย ในมิติอื่นอะไรก็ต้องชำระให้ท่าน สภาพแวดล้อมในบ้านก็ต้องชำระ หากไม่ชำระสภาพแวดล้อม สิ่งต่างๆ ก็จะมารบกวนท่าน แล้วท่านจะฝึกพลัง(กง)ได้อย่างไร
แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่ธรรมกายของข้าพเจ้าไม่สามารถชำระให้ได้ ข้าพเจ้ามีลูกศิษย์คนหนึ่ง มีวันหนึ่งเห็นธรรมกายของข้าพเจ้ามา เขาดีใจมาก ธรรมกายของอาจารย์มาแล้ว ขอเชิญอาจารย์เข้ามาในบ้าน ธรรมกายของข้าพเจ้าพูดว่า บ้านท่านรกเกินไป สิ่งของมากมายเกินไป แล้วเขาก็จากไป กล่าวกันทั่วๆ ไป ในมิติอื่นๆ มีวิญญาณมากมาย ธรรมกายของข้าพเจ้าจะช่วยสะสางให้ แต่ในบ้านของเขาเต็มไปด้วยหนังสือพลังลมปราณ(ชี่กง)ที่ยุ่งเหยิง เขาก็เข้าใจ ที่เก็บก็เก็บ ที่เผาก็เผา ที่ขายก็ขาย หลังจากนั้นธรรมกายของข้าพเจ้าก็มาอีก นี่เป็นเรื่องที่ลูกศิษย์พูดให้ข้าพเจ้าฟัง
ยังมีคนไปหาหมอดูตรวจดวงชะตา มีบางคนถามข้าพเจ้าว่า อาจารย์ ผมฝึกหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)แล้ว ผมยังสนใจวิชาโจวอี้ หรือวิชาพยากรณ์ ผมยังใช้มันได้อีกหรือไม่ ขออธิบายอย่างนี้ก็แล้วกัน หากว่าท่านมีพลังงานในระดับหนึ่ง คำพูดที่ท่านกล่าวออกไปจะบังเกิดผล เรื่องที่ไม่เป็นอย่างนั้นแต่บอกคนเขาว่าเป็นอย่างนั้น ถ้าเช่นนั้นท่านอาจทำเรื่องไม่ดี คนธรรมดาสามัญนั้นเปราะบางมาก สื่อสัญญาณต่างๆ ที่เขามีอยู่ไม่มั่นคง อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ พอท่านเอ่ยปากพูดออกมา อาจเป็นไปได้ว่าทุกข์ภัยนั้นก็เกิดขึ้น หากว่ากรรมของเขาหนักมาก เขาจะต้องชดใช้ ท่านกลับบอกว่าเขามีแต่เรื่องดีๆ ไม่ชดใช้กรรมจะได้หรือ ท่านมิใช่ทำร้ายคนหรือ บางคนนั้นไม่อาจปล่อยวาง ยังยึดติดในสิ่งเหล่านี้ เหมือนกับว่าเขามีความสามารถ นี่มิใช่ยึดติดหรือ ถึงแม้ท่านจะรู้จริงๆ แต่การเป็นผู้ฝึกพลัง(กง)ต้องรักษาจิต(ซินซิ่ง) ก็ไม่ควรเปิดเผยความลับสวรรค์ให้คนธรรมดาสามัญรู้ตามอำเภอใจ นี่ก็คือเหตุผล การนำเอาตำราโจวอี้ไปพยากรณ์ ซึ่งบางสิ่งบางอย่างในตำราก็ไม่ตรงกับความเป็นจริงแล้ว คำนวณไปคำนวณมา จริงบ้างเท็จบ้าง ในสังคมมนุษย์นั้นการพยากรณ์เป็นสิ่งที่อนุญาตให้คงอยู่ ท่านในฐานะผู้บำเพ็ญที่มีพลัง(กง)จริงๆ ข้าพเจ้าว่าผู้ฝึกพลัง(กง)ที่แท้จริงต้องใช้มาตรฐานชั้นสูงมากำหนดตัวเอง บางคนก็ไปหาผู้อื่นดูดวงให้ พูดว่าท่านช่วยตรวจดูดวงชะตาให้ฉันที ดูว่าฉันจะเป็นอย่างไร พลัง(กง)นี้ฝึกแล้วเป็นอย่างไร หรือมีทุกข์ภัยอะไรหรือไม่ เขาไปหาคนดูดวงอย่างนี้ ถ้าทุกข์ภัยนั้นถูกตรวจออกมาแล้ว ท่านจะยกระดับได้อย่างไร ชะตาชีวิตของผู้ฝึกพลัง(กง)ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงแล้ว ลายมือ ลักษณะใบหน้า วันเดือนปีเกิด สื่อสัญญาณที่ร่างกายมีก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เวลาท่านไปหาเขาดูดวง ท่านก็เชื่อเขา ไม่เช่นนั้นท่านจะไปตรวจทำไม สิ่งที่เขาบอกเป็นสิ่งผิวเผิน พูดสิ่งที่ผ่านมาแล้ว แต่ความจริงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ฉะนั้นทุกคนลองคิดดู ท่านไปให้เขาตรวจ ก็เท่ากับท่านฟัง ท่านเชื่อ ฉะนั้นท่านก็สร้างภาระให้แก่จิตใจของท่านไม่ใช่หรือ กลายเป็นภาระ ใจของท่านคิดถึงมัน คือจิตยึดติดใช่หรือไม่ ฉะนั้นจิตยึดติดชนิดนี้จะกำจัดได้อย่างไร นี่มิใช่เป็นการเพิ่มทุกข์ภัยด้วยการกระทำของตนหรือ เมื่อเกิดจิตยึดติดนี้ขึ้น มิต้องรับทุกข์เพิ่มขึ้นจึงจะขจัดมันออกไปใช่หรือไม่ แต่ละด่าน แต่ละทุกข์ ล้วนมีปัญหาของการบำเพ็ญขึ้นไปหรือตกลงมา ที่จริงก็ลำบากอยู่แล้ว ยังไปเพิ่มความทุกข์ด้วยการกระทำของตนอีก จะผ่านได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ท่านอาจจะต้องพบกับความทุกข์ความยุ่งยาก เส้นทางที่เปลี่ยนไปของท่านนี้ไม่อนุญาตให้ผู้อื่นดู ผู้อื่นได้เห็นแล้ว ถ้าสามารถบอกให้ท่านรู้ว่ามีทุกข์อยู่จุดไหน ท่านยังจะบำเพ็ญได้อย่างไร เพราะฉะนั้นจึงไม่อนุญาตให้ดู วิชาอื่นเขาก็ไม่อนุญาตให้ดู ในระหว่างลูกศิษย์ด้วยกันก็ไม่ให้ดู ใครทายก็ไม่ถูก เพราะว่าเป็นชีวิตที่เปลี่ยนแปลงแล้ว เป็นชีวิตของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
มีคนถามข้าพเจ้าว่า หนังสือในศาสนา หนังสือพลังลมปราณ(ชี่กง)ดูได้หรือไม่ พวกเราพูดว่า หนังสือในศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือในศาสนาพุทธนั้น ล้วนบอกให้คนบำเพ็ญปฏิบัติจิต(ซินซิ่ง)อย่างไร ของเราก็เป็นส่วนหนึ่งในสายพุทธ ควรจะพูดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่มีจุดหนึ่ง ในคัมภีร์มากมายซึ่งมีบางสิ่งบางอย่างในขั้นตอนการแปลได้เกิดมีการคลาดเคลื่อน บวกกับการอธิบายหลักธรรมในคัมภีร์ ก็อธิบายโดยอยู่ในระดับชั้นที่แตกต่างกัน จำกัดความตามอำเภอใจ นี่ก็คือการทำให้หลักธรรมสับสน ผู้อธิบายความหมายในคัมภีร์บางท่านยังห่างไกลจากระดับชั้นของพระพุทธ ไม่รู้ความหมายที่แท้จริง เพราะฉะนั้นความเข้าใจต่อปัญหาจึงแตกต่างกัน จะให้ท่านเข้าใจแตกฉานก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ตัวท่านเองรับรู้(อู้)ได้ไม่ถ่องแท้ แต่ท่านพูดว่า เรามีความสนใจต่อคัมภีร์ ท่านก็เพียรศึกษาวนเวียนอยู่กับคัมภีร์ เท่ากับว่าท่านได้บำเพ็ญปฏิบัติในวิชานั้นเข้าไปแล้ว เพราะคัมภีร์ก็คือพลัง(กง)และหลักธรรมของวิชานั้นรวมอยู่ด้วยกัน เมื่อไปศึกษาก็เท่ากับศึกษาวิชานั้น มีปัญหาเช่นนี้ ถ้าท่านเจาะลึกเข้าไป บำเพ็ญตามเขา ก็อาจเดินเข้าไปในวิชานั้น ก็ไม่ใช่วิชาของเราแล้ว การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมแต่ไหนแต่ไรมายึดถือวิชาหนึ่งเดียวไม่มีสอง ถ้าท่านจะบำเพ็ญจริงในวิชานี้ ก็ต้องดูคัมภีร์ของวิชานี้
พูดถึงหนังสือพลังลมปราณ(ชี่กง) ถ้าท่านต้องการบำเพ็ญก็อย่าไปอ่าน โดยเฉพาะหนังสือที่ออกกันมาในเวลานี้ อย่าดู แม้กระทั่ง หวงตี้เน่ยจิง ซิ่งมิ่งกุยจื่อ หรือ เต้าจั้ง อะไรประเภทนั้น แม้ว่าจะไม่มีอะไรไม่ดี แต่ภายในก็มีสื่อสัญญาณในระดับชั้นต่างๆ คงอยู่ ตัวมันเองก็คือวิธีบำเพ็ญปฏิบัติธรรม เมื่อไปดูก็จะแทรกเข้ามา รบกวนท่าน เมื่อท่านรู้สึกว่าคำพูดนี้ถูกต้อง ดี ก็เข้ามาทันที ก็จะแทรกเข้าไปในพลัง(กง)ของท่าน แม้ว่าจะไม่ใช่ของไม่ดี ทันทีที่แทรกสิ่งอื่นเข้าไปสักเล็กน้อย ท่านว่าท่านจะฝึกได้อย่างไร มิเกิดปัญหาหรือ เครื่องรับโทรทัศน์มีชิ้นส่วนอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ ท่านไปเพิ่มชิ้นส่วนอย่างอื่นเข้าไปหนึ่งชิ้น ท่านว่าโทรทัศน์เครื่องนี้จะเป็นอย่างไร ก็จะเสียทันที นี่ก็คือเหตุผล โดยเฉพาะปัจจุบันนี้มีหนังสือพลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมมากมาย มีสื่อสัญญาณต่างๆ นานา พวกเรามีผู้ฝึกคนหนึ่งพอไปเปิดหนังสือพลังลมปราณ(ชี่กง) ข้างในก็มีงูใหญ่กระโดดออกมา แน่ นอนรายละเอียดข้าพเจ้าไม่อยากพูด ที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ก็คือพวกเราผู้ฝึกพลัง(กง) เนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง ก่อให้เกิดความยุ่งยาก ก็คือจิตไม่เที่ยงตรงนำมาซึ่งความยุ่งยาก เราพูดให้พวกท่านฟังก็มีประโยชน์ บอกให้พวกท่านรู้ว่าควรปฏิบัติอย่างไร แยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง ท่านอย่าเห็นว่าที่ข้าพเจ้าพูดมาทั้งหมดโดยไม่ได้เน้นหนัก ทุกท่านควรระวัง ปัญหามักจะเกิดจากจุดนี้ ปัญหามักจะเกิดจากตรงนี้ การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องที่ลำบากยิ่ง เป็นเรื่องที่ต้องเคร่งครัดมากๆ ท่านไม่ระวังเพียงนิดเดียวก็อาจตกลงมา ถูกทำลายในชั่วพริบตา เพราะฉะนั้นจิตต้องเที่ยงตรง
พลังลมปราณวิทยายุทธ์ (หวู่ซู่ชี่กง) นอกจากหลักพลัง(กง)บำเพ็ญภายในแล้ว ยังมีพลังลมปราณวิทยายุทธ์(หวู่ซู่ชี่กง) เมื่อข้าพเจ้าพูดถึงพลังลมปราณวิทยายุทธ์(หวู่ซู่ชี่กง) ข้าพเจ้ายังจะขอเน้นปัญหาหนึ่ง ปัจจุบันในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมมีการพูดถึงพลังลมปราณ(ชี่กง)กันมากมายเวลานี้ที่ออกมามีพลังลมปราณ(ชี่กง)จิตรกรรม พลังลมปราณ(ชี่กง)ดนตรี พลังลมปราณ(ชี่กง)เขียนพู่กัน พลังลมปราณ(ชี่กง)ระบำ อะไรก็มีทั้งนั้น ล้วนเป็นพลังลมปราณ(ชี่กง)ทั้งหมดหรือ ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจ ข้าพเจ้าว่านี่เป็นการบ่อนทำลายพลังลมปราณ(ชี่กง) ไม่เพียงเป็นการบ่อนทำลายพลังลมปราณ(ชี่กง) ถือว่าเป็นการย่ำยีพลังลมปราณ(ชี่กง)เลยทีเดียว ทฤษฎีที่นำมาอ้างอิงคืออะไรหรือ เช่นวาดรูป ร้องเพลง เต้นรำ เขียนตัวหนังสือ ก็ให้เข้าสู่สภาวะเคลิบเคลิ้ม ที่เรียกกันว่าสภาวะพลังลมปราณ(ชี่กง) ก็คือพลังลมปราณ(ชี่กง)แล้วหรือ จะไปเข้าใจปัญหาเช่นนี้ไม่ได้ ข้าพเจ้าว่านั่นไม่ใช่เป็นการทำลายวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)หรอกหรือ พลังลมปราณ(ชี่กง)เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่และลึกซึ้งสำหรับการบำเพ็ญปฏิบัติของร่างกายคน อาการเคลิบเคลิ้มก็คือพลังลมปราณ(ชี่กง)หรือ ถ้าเช่นนั้นพวกเราเข้าห้องน้ำด้วยอาการเคลิบเคลิ้มจะนับว่าเป็นอะไร นั่นไม่ใช่เป็นการทำลายพลังลมปราณ(ชี่กง)หรอกหรือ ข้าพเจ้าว่าเป็นการทำลายพลังลมปราณ(ชี่กง) ในงานนิทรรศการสุขภาพตะวันออกเมื่อปีก่อน มีพลังลมปราณ(ชี่กง)เขียนพู่กันวิชาหนึ่ง พลังลมปราณ(ชี่กง)เขียนพู่กันคืออะไร ข้าพเจ้าเข้าไปดูพลังลมปราณ(ชี่กง)เขียนพู่กัน คนๆ นี้ถือพู่กันกำลังเขียนตัวหนังสืออยู่ พอเขียนเสร็จก็ใช้มือปล่อยลมปราณ(ชี่)ไปบนอักษรแต่ละตัว ที่ปล่อยออกไปเป็นลมปราณ(ชี่)สีดำทั้งนั้น ในสมองเต็มไปด้วยเรื่องเงินทองชื่อเสียง ท่านว่าจะมีพลัง(กง)ได้หรือ ลมปราณ(ชี่)ก็ไม่ใช่ลมปราณ(ชี่)ที่ดี แขวนไว้ตรงนั้นยังขายในราคาที่แพงมากๆ มีแต่ฝรั่งที่ซื้อของเขาไป ข้าพเจ้าว่าใครซื้อไปก็โชคไม่ดี ลมปราณ(ชี่)สีดำเช่นนั้นจะดีได้หรือ มองดูใบหน้าของคนๆ นั้นก็ดำไปหมด เขาเห็นแก่เงินอย่างเดียว คิดแต่เรื่องเงิน จะมีพลัง(กง)ได้หรือ คนๆ นี้บนนามบัตรยังระบุชื่อตำแหน่งต่างๆ ยาวเป็นหางว่าว เป็นพลังลมปราณ(ชี่กง)เขียนพู่กันระดับสากลเป็นต้น ข้าพเจ้าว่าของเล่นแบบนั้นก็นับเป็นพลังลมปราณ(ชี่กง)ได้หรือ
พวกเราลองคิดดู ผู้ที่ออกไปจากชั้นเรียนที่นี่แล้ว จากวันนี้ไปพวกเราร้อยละ 80 - 90 ร่างกายของท่านไม่เพียงจะหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ท่านยังจะมีพลัง(กง)ด้วย พลัง(กง)ที่แท้จริง สิ่งที่มีอยู่ในร่างกายของท่านนั้นเหนือธรรมดามากๆ ลำพังท่านฝึกด้วยตัวเอง ตลอดชีวิตก็ฝึกออกมาไม่ได้ คนหนุ่มสาวเริ่มฝึกตั้งแต่บัดนี้ ต่อให้ฝึกไปตลอดชีวิตก็ยังฝึกสิ่งที่ข้าพเจ้าใส่ให้เหล่านี้ออกมาไม่ได้ ยังจะต้องได้อาจารย์ที่เก่งอย่างแท้จริงมาสอนท่าน พวกเรากี่ชั่วคนจึงก่อกำเนิดธรรมจักร(ฝ่าหลุน)และกลไกบังคับ(จีจื้อ)เหล่านี้ขึ้นมาได้ สิ่งเหล่านี้ได้ใส่ให้แก่ท่านในทันทีแล้ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าขอบอกกับทุกท่าน อย่าได้คิดว่าได้มาง่ายก็ให้เสียไปง่าย นี่คือสิ่งที่มีค่ายิ่ง ประเมินค่ามิได้ พวกเราเมื่อออกไปจากที่นี้ สิ่งที่ท่านมีนั้นนับเป็นพลัง(กง)ที่แท้จริง เป็นสสารพลังสูง ท่านกลับไปบ้านก็เขียนหนังสือสักสองตัว จะสวยหรือไม่สวย ที่ตัวหนังสือก็จะมีพลัง(กง)อยู่ ถ้าเช่นนั้นพวกเราเมื่อออกจากที่นี้ไป ทุกๆ คนเติมคำว่า อาจารย์ ก็เป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)เขียนพู่กันได้กันทั้งหมดแล้วหรือ ข้าพเจ้าว่าเข้าใจเป็นเช่นนั้นไม่ได้ เพราะผู้มีพลัง(กง)อย่างแท้จริง ผู้มีพลังงาน ท่านไม่จำต้องเป็นปล่อยพลัง(กง)ด้วยความตั้งใจ สิ่งใดที่ท่านสัมผัสจับต้อง ก็จะมีพลังเหลือเกาะติดอยู่ ล้วนแต่สว่างแวววาว
ข้าพเจ้ายังได้เห็นในนิตยสารฉบับหนึ่ง ลงข่าวไว้เช่นนี้ ว่าจะเปิดสอนพลังลมปราณ(ชี่กง)เขียนพู่กัน ข้าพเจ้าเปิดอ่าน ดูว่าเขาสอนกันอย่างไร ข้างในเขียนไว้เช่นนี้ ปรับการหายใจ สูดลมหายใจเข้าออก จากนั้นนั่งสมาธิรวมความคิดไปที่ลมปราณ(ชี่)ตานเถียน นั่งสมาธิ 15 - 30 นาที รวมความคิดดึงลมปราณ(ชี่)ตานเถียนขึ้นมาสู่แขน หยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึก ส่งลมปราณ(ชี่)ไปสู่ปลายพู่กัน เมื่อความนึกคิดบังเกิด ก็เริ่มเขียนตัวหนังสือ นั่นมิเป็นการหลอกลวงคนหรือ การส่งลมปราณ(ชี่)ไปที่ใดก็คือพลังลมปราณ(ชี่กง)เช่นนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นเวลาพวกเราทานข้าว ก็ให้นั่งสมาธิสักพัก หยิบตะเกียบส่งลมปราณ(ชี่)ไปยังปลายตะเกียบแล้วรับประทาน นั่นเรียกว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)รับประทานข้าว ใช่หรือไม่ สิ่งที่รับประทานเข้าไปนั้นเป็นพลังงานจริงๆ หรือ ก็พูดเรื่องนี้กันอย่างนี้ ข้าพเจ้าว่าเป็นการทำลายพลังลมปราณ(ชี่กง) เขาเห็นพลังลมปราณ(ชี่กง)เป็นวิชาตื้นๆ เช่นนี้ ฉะนั้นจะเข้าใจเช่นนี้ไม่ได้
แต่พลังลมปราณวิทยายุทธ์(หวู่ซู่ชี่กง) นับได้ว่าเป็นพลังลมปราณ(ชี่กง)เอกเทศวิชาหนึ่ง เพราะเหตุใด เพราะว่ามันมีขั้นตอนการสืบทอดมานานนับหลายพันปี มันมีทฤษฎีการบำเพ็ญปฏิบัติที่สมบูรณ์ และวิธีบำเพ็ญปฏิบัติที่ครบถ้วน ดังนั้นจึงนับได้ว่าเป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบ แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่พลังลมปราณวิทยายุทธ์(หวู่ซู่ชี่กง) ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในระดับชั้นต่ำสุดในหลักการบำเพ็ญภายในของพวกเรา พลังลมปราณ(ชี่กง)แบบแข็งก็คือกลุ่มพลังงานสสารชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับการต่อสู้ทุบตีโดยเฉพาะ ขอยกตัวอย่างให้พวกเราฟัง ที่ปักกิ่งมีผู้ฝึกคนหนึ่ง หลังเลิกจากการเรียนหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเราแล้ว มือไม่สามารถจับต้องสิ่งของ เข้าไปในร้านค้าซื้อรถเด็ก ใช้มือลองจับดูว่ารถคันนี้แข็งแรงหรือไม่ เพียงกดเบาๆ เท่านั้น ผะ รถเด็กถึงกับแตกกระจาย เขารู้สึกประหลาดใจมาก กลับถึงบ้านนั่งลงบนเก้าอี้ เขาใช้มือไปจับไม่ได้ พอจับเก้าอี้ ผะ เก้าอี้ก็แตกหักไปเลย เขาถามข้าพเจ้าว่าเป็นเพราะเหตุใด ข้าพเจ้าไม่ได้บอกเขา กลัวว่าเขาจะเกิดจิตยึดติด ข้าพเจ้าว่านี้เป็นสภาวะธรรมชาติ ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องสนใจมัน เป็นเรื่องดีทั้งสิ้น ถ้าสามารถใช้ความสามารถพิเศษได้ดี หินก้อนนั้นใช้มือบีบก็ยังจะแตกเป็นผง นี่ก็คือพลังลมปราณ(ชี่กง)แบบแข็งมิใช่หรือ แต่เขาไม่เคยฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)แบบแข็งมาก่อน ในการบำเพ็ญพลัง(กง)ภายใน ความสามารถพิเศษเหล่านี้โดยทั่วไปจะปรากฏออกมา แต่เนื่องจากคนไม่สามารถควบคุมจิต(ซินซิ่ง)ได้ ดังนั้นแม้จะมีความสามารถพิเศษเช่นนี้ก็ไม่ให้ท่านใช้ โดยเฉพาะในขณะที่ยังบำเพ็ญปฏิบัติอยู่ในระดับชั้นต่ำ จิต(ซินซิ่ง)ของคนยังไม่ได้ยกระดับให้สูงขึ้น ความสามารถพิเศษที่เกิดขึ้นในระดับชั้นต่ำนี้ ก็จะไม่ให้นำออกมาใช้ นานๆ เข้าเมื่อระดับชั้นของท่านสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีประโยชน์ ก็เลยไม่นำมาใช้
พลังลมปราณวิทยายุทธ์(หวู่ซู่ชี่กง)โดยรวมแล้วฝึกกันอย่างไร การฝึกพลังลมปราณวิทยายุทธ์(หวู่ซู่ชี่กง)เน้นที่การส่งลมปราณ(ชี่) แต่ในระยะเริ่มต้น ลมปราณ(ชี่)นี้ก็ส่งกันยาก ท่านคิดจะส่งลมปราณ(ชี่)ขึ้นไป มันก็ไม่ขึ้น จะทำอย่างไรล่ะ เขาจะต้องฝึกมือของเขา รักแร้สองข้างของเขา หรือเท้า ขา แขนส่วนบนและล่าง ศีรษะก็ต้องฝึก ฝึกอย่างไร บางคนใช้มือไปทุบตีต้นไม้ ใช้ฝ่ามือทุบตีต้นไม้ บางคนใช้มือทุบแผ่นหิน สับลงไปผับๆ อย่างนี้ ท่านว่ากระดูกจะระบมแค่ไหน ออกแรงเพิ่มอีกนิดเลือดก็จะออก แต่ลมปราณ(ชี่)ก็ยังไม่มา จะทำอย่างไร เขาก็จะเริ่มแกว่งแขน ควบคุมเลือดให้ไหลย้อนกลับ แขน มือ ก็พองขึ้นมา ความจริงก็คือบวมขึ้นมาแล้ว จากนั้นก็ตีไปบนก้อนหิน กระดูกได้ถูกหนุนด้วยส่วนที่บวม ไม่สามารถสัมผัสกับหินโดยตรง จึงไม่เจ็บปวดเท่าใดนัก เมื่อเขาฝึกพลัง(กง)ต่อไป อาจารย์ก็จะสอนเขา นานๆ เข้าก็จะสามารถส่งลมปราณ(ชี่)ได้ แต่ส่งลมปราณ(ชี่)อย่างเดียวยังใช้ไม่ได้ เวลาต่อสู้ทุบตีจริงๆ ฝ่ายตรงข้ามจะไม่รอท่าน แน่นอนเวลาที่คนสามารถส่งลมปราณ(ชี่)ก็จะสามารถต้านทานต่อการทุบตีได้แล้ว ใช้ไม้ท่อนใหญ่ตีลงไปก็อาจไม่รู้สึกเจ็บปวด เพราะเวลาเขาส่งลมปราณ(ชี่)ไปส่วนไหนก็จะพองขึ้นมา แต่ลมปราณ(ชี่)เป็นสิ่งที่พื้นฐานที่สุดในระยะแรก เมื่อเขาฝึกต่อไป ลมปราณ(ชี่)นี้จะแปรเปลี่ยนไปเป็นสสารที่มีพลังงานสูง เมื่อมันแปรเปลี่ยนเป็นสสารพลังงานสูงแล้ว ก็จะค่อยๆ ก่อตัวเป็นกลุ่มพลังงานที่มีความหนาแน่นสูง กลุ่มพลังงานชนิดนี้ก็มีจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นมันจะเป็นกลุ่มความสามารถพิเศษ ก็คือความสามารถพิเศษประเภทหนึ่ง แต่ความสามารถพิเศษชนิดนี้ใช้สำหรับการทุบตีและต้านแรงทุบตีโดยเฉพาะ จะใช้มาบำบัดรักษาโรคไม่ได้ เพราะว่าสสารพลังงานสูงนั้นอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ไม่ใช่อยู่ในมิติของเรา เพราะฉะนั้นเวลาของมันจึงเร็วกว่าของเรา เวลาท่านจะไปทุบตีผู้อื่น ไม่จำเป็นต้องส่งลมปราณ(ชี่)หรือคิดอีก พลัง(กง)นั้นก็ไปถึงตรงนั้นแล้ว เวลาผู้อื่นทุบตีท่าน ขณะท่านไปต่อต้าน พลัง(กง)นั้นก็ไปถึงตรงนั้นแล้ว ไม่ว่าท่านจะขยับมือรวดเร็วเพียงใด มันจะเร็วกว่าท่าน เพราะความนึกคิดด้านกาลเวลาของสองฝั่งแตกต่างกัน ฝึกพลังลมปราณวิทยายุทธ์(หวู่ซู่ชี่กง)สามารถฝึกฝ่ามือทรายเหล็ก(เถี่ยซาจั่ง) ฝ่ามือแดง(จูซาจั่ง) ขาวชิระ(จินกังถุ่ย) เท้าอรหันต์(หลัวฮั่นเจี่ยว) นี่คือความสามารถของคนธรรมดาสามัญ คนธรรมดาสามัญเมื่อผ่านการฝึกฝนก็จะสามารถบรรลุถึงจุดนี้ได้
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างพลังลมปราณวิทยายุทธ์(หวู่ซู่ชี่กง) กับหลักบำเพ็ญพลัง(กง)ภายในก็คือ พลังลมปราณวิทยายุทธ์(หวู่ซู่ชี่กง)ต้องฝึกในขณะเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นลมปราณ(ชี่)จะเดินใต้ผิว เนื่องจากต้องฝึกในขณะเคลื่อนไหว ไม่สามารถเข้าสู่ความสงบนิ่ง ลมปราณ(ชี่)จะไม่เข้าสู่ตานเถียน ลมปราณ(ชี่)จะเดินใต้ผิว ลมปราณ(ชี่)ผ่านเข้ากล้ามเนื้อ ดังนั้นจึงไม่สามารถบำเพ็ญชีวิต และไม่สามารถบำเพ็ญปฏิบัติเป็นพลังกงฟูชั้นสูงได้ หลักบำเพ็ญพลัง(กง)ภายในของเรากำหนดให้ฝึกอยู่ในความสงบนิ่ง หลักพลัง(กง)ทั่วๆ ไปเน้นให้ลมปราณ(ชี่)เข้าสู่ตานเถียน ลมปราณ(ชี่)เข้าสู่ท้องน้อย เน้นการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในความสงบนิ่ง เน้นการแปรเปลี่ยนร่างแท้(เปิ๋นถี่) สามารถบำเพ็ญชีวิต สามารถบำเพ็ญปฏิบัติไปสู่ระดับสูงยิ่งขึ้น
พวกเราอาจเคยได้ยินได้ฟังว่ามีพลังกงฟูแบบนี้ ในหนังสือนิยายเขียนถึง ครอบระฆังทอง(จินจงเจ้า) เสื้อเกราะเหล็ก(เถี่ยปู้ซา) วิชาร้อยก้าวพลิ้วไหว(ไป่ปู้ชวนหยาง) วิชาตัวเบาเป็นต้น บางคนสามารถเหาะเหินเดินอากาศ บางคนถึงกับสามารถทะลุเข้าไปในอีกมิติหนึ่ง พลังกงฟูชนิดนี้มีจริงหรือไม่ มี ยืนยันได้ แต่ในคนธรรมดาสามัญไม่มี ผู้ที่ฝึกจนมีพลังกงฟูสูงเช่นนี้ เขาก็ไม่สามารถนำออกมาแสดง เพราะว่าเขาไม่ใช่ฝึกวิทยายุทธ์แต่เพียงอย่างเดียว ล้วนอยู่เหนือระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญแล้ว บุคคลผู้นี้ก็จะต้องบำเพ็ญตามหลักบำเพ็ญพลัง(กง)ภายใน เขาก็จะต้องรักษาจิต(ซินซิ่ง) ยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ของเขาให้สูงขึ้น เขาต้องมองผลประโยชน์ทางวัตถุให้เป็นเรื่องธรรมดา แม้ว่าเขาจะสามารถบำเพ็ญจนมีพลังกงฟูเช่นนี้ได้ แต่จากนี้ไปเขาไม่อาจที่จะนำออกมาใช้ในสังคมมนุษย์ได้ตามอำเภอใจ เวลาไม่มีใครเห็น ตัวเองอาจนำมาทดลองใช้ดูได้ ที่เราได้อ่านในหนังสือนิยายที่เขียนเรื่องต่อสู้ฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงคัมภีร์ดาบ ของล้ำค่า และผู้หญิง แต่ละคนมีความสามารถยิ่งใหญ่ เหาะเหินเดินอากาศ พวกเราลองคิดดู คนที่มีพลังกงฟูจริงประเภทนี้ เขามิใช่ได้มาจากการบำเพ็ญภายในหรอกหรือ เขาเน้นหนักเรื่องจิต(ซินซิ่ง)จึงจะสามารถบำเพ็ญสำเร็จได้ เห็นชื่อเสียงผลประโยชน์และกิเลสตัณหาต่างๆ เป็นเรื่องธรรมดาไปนานแล้ว เขาจะไปฆ่าคนได้หรือ เขาจะเห็นเงินทองเป็นเรื่องสำคัญอย่างนั้นหรือ ไม่น่าเป็นไปได้ นั่นเป็นเพียงการขยายความในด้านศิลปกรรม คนแสวงหาความตื่นเต้นทางด้านจิตใจ และหาวิธีสนองความกระหายนั้น นักประพันธ์คนนั้นก็จับประเด็นตรงจุดนี้ ท่านอยากแก้กระหายอย่างไร พอใจอย่างไร เขาก็ออกแรงเขียนให้ท่าน ยิ่งเขียนให้มหัศจรรย์มากเท่าใดท่านก็ยิ่งอยากอ่าน นั่นเป็นเพียงการขยายความในด้านศิลปกรรม คนที่มีพลังกงฟูประเภทนี้อย่างแท้จริงจะไม่ทำเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะไม่นำออกมาแสดง
จิตโอ้อว
ด พวกเรามีผู้ฝึกไม่น้อย เนื่องจากบำเพ็ญท่ามกลางคนธรรมดาสามัญ ไม่สามารถปล่อยวางจิตหลายๆ อย่าง จิตหลายๆ อย่างกลายเป็นเรื่องปกติเคยชินไปเสียแล้ว ตัวเขาเองไม่รู้สึก จิตโอ้อวดชนิดนี้ล้วนปรากฏออกมาให้เห็นทั่วไป การทำความดีก็สามารถสะท้อนจิตโอ้อวดออกมาให้เห็น โดยปกติแล้วตัวเองเพื่อชื่อเสียงเงินทอง ได้รับผลประโยชน์เล็กน้อย ก็เที่ยวป่าวประกาศโอ้อวดว่าฉันมีความสามารถ เป็นคนเก่ง พวกเราก็มีกรณีเช่นนี้ ผู้ที่ฝึกได้ดีหน่อย ตาทิพย์มองเห็นได้ชัดเจนหน่อย กระบวนท่าทำได้ดีหน่อย ก็จะมีการโอ้อวดบ้าง มีคนพูดว่า ฉันได้ยินอาจารย์หลี่บอกอะไร ทุกคนก็ล้อมเข้าไปฟัง เขาพูดอยู่ตรงนั้น เอาความเข้าใจของตัวเองเติมแต่งเข้าไป ถ่ายทอดข่าวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย มีจุดมุ่งหมายอะไร ก็คือโอ้อวดตัวเอง ยังมีบางคนเที่ยวกระจายข่าวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เขาพูดให้อีกคนฟัง เธอก็พูดให้อีกคนฟัง พูดกันสนุกสนานอยู่ตรงนั้น ราวกับว่าเขาจะรู้ข่าวสารได้รวดเร็วเป็นพิเศษ พวกเราผู้ฝึกจำนวนมากก็เข้าใจไม่แจ่มแจ้งเท่าเขา คนอื่นรู้ไม่มากเท่าเขา สำหรับเขาถือว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว อาจจะไม่รู้ตัว ในจิตใต้สำนึกของเขามีจิตโอ้อวดประเภทนี้อยู่ มิฉะนั้นเขากระจายข่าวสารเหล่านี้เพื่ออะไร ยังมีบางคนแพร่ข่าวว่าอาจารย์จะกลับขึ้นเขาไปเมื่อใดๆ ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่ลงมาจากเขา จะกลับขึ้นเขาที่ไหน ยังมีคนพูดว่า วันนั้นวันนี้อาจารย์พูดอะไรกับใคร ให้อะไรใครเป็นพิเศษ เอาเรื่องเหล่านี้มาเผยแพร่มีประโยชน์อะไร ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย แต่เรามองเห็นว่านี่คือจิตยึดติดของเขา จิตโอ้อวดประเภทหนึ่งยังมีคนมาขอลายเซ็นข้าพเจ้า มีจุดประสงค์อะไร ยังคงเป็นพฤติกรรมของคนธรรมดาสามัญ ขอลายเซ็นเก็บไว้เป็นที่ระลึก ท่านไม่คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าเซ็นชื่อให้ท่านก็ไม่มีประโยชน์ หนังสือของข้าพเจ้าทุกตัวอักษรล้วนเป็นรูปลักษณ์ของข้าพเจ้าและธรรมจักร(ฝ่าหลุน) ทุกคำเป็นคำพูดของข้าพเจ้า ท่านยังจะต้องการลายเซ็นของข้าพเจ้าไปเพื่ออะไร บางคนคิดว่า เซ็นชื่อแล้ว สื่อสัญญาณของอาจารย์ก็จะคุ้มครองฉันได้ ยังจะยึดถือสื่อสัญญาณประเภทนั้นอีก ซึ่งพวกเราไม่เน้นเรื่องเกี่ยวกับสื่อสัญญาณ หนังสือเล่มนี้ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ ท่านยังจะขออะไรอีก สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนออกมาจากจิตยึดติดเหล่านั้น ยังมีบางคนเห็นผู้ฝึกที่ติดตามข้าพเจ้า เห็นกิริยาท่าทางเป็นอย่างไรก็ลอกเลียนแบบ ดีหรือไม่ดีเขาก็ไม่รู้ ความจริงเราไม่สนใจว่าใครจะเป็นอย่างไร มีเพียงหลักธรรมเท่านั้น มีแต่ปฏิบัติตามหลักธรรมใหญ่ นั่นจึงจะเป็นมาตรฐานที่แท้จริง คนที่ติดตามข้าพเจ้าก็ไม่ได้รับอะไรที่เป็นพิเศษ ก็เหมือนกับพวกเรา พวกเขาเป็นเพียงคนทำงานของสถาบันวิจัย ขออย่าได้เกิดจิตใจเช่นนี้ พวกเราโดยมากเมื่อมีจิตใจเช่นนี้เกิดขึ้นมา ในความไม่ตั้งใจของท่านก็บังเกิดผลในการบ่อนทำลายหลักธรรมใหญ่ ท่านสร้างข่าวตื่นเต้นให้ผู้คนฟัง แม้กระทั่งอาจทำให้เกิดความขัดแย้ง ชักนำจิตยึดติดของผู้ฝึก และแย่งชิงเข้ามาอยู่ใกล้อาจารย์เพื่อจะได้ฟังอะไรมากหน่อย เรื่องอะไรเหล่านี้เป็นต้น ล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้มิใช่หรือ
จิตโอ้อวดนี้ยังชักนำไปสู่อะไรได้ง่าย ข้าพเจ้าเผยแพร่หลักธรรมมาเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ในผู้ฝึกรุ่นเก่าๆ ของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเรา อาจมีคนจำนวนหนึ่งใกล้จะเปิดพลัง(กง)แล้ว ศิษย์จำนวนหนึ่งจะเข้าสู่สภาพการรู้แจ้งตามขั้นตอน(เจี้ยนอู้) ทันใดนั้นก็เข้าสู่การรู้แจ้งตามขั้นตอน(เจี้ยนอู้) ทำไมในขณะนั้นจึงไม่มีความสามารถพิเศษเหล่านี้ออกมา เพราะว่าข้าพเจ้าผลักให้สูงขึ้นไปขนาดนั้นในทันทีทันใด ท่านยังไม่สามารถละทิ้งจิตใจของคนธรรมดาสามัญย่อมไม่ได้ แน่นอนจิต(ซินซิ่ง)ของท่านยกระดับสูงขึ้นมากแล้ว แต่ยังมีจิตยึดติดอีกหลายๆ อย่างที่ยังไม่ได้ขจัดทิ้งไป เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถให้ท่านมีความสามารถพิเศษเหล่านี้ออกมา เมื่อท่านผ่านขั้นตอนนี้ไปแล้ว มั่นคงแล้ว ก็จะส่งท่านไปสู่สภาพรู้แจ้งตามขั้นตอน(เจี้ยนอู้)ในทันที ในระหว่างสภาพการรู้แจ้งตามขั้นตอน(เจี้ยนอู้)นี้ ตาทิพย์ของท่านก็จะเปิดได้สูงมาก ท่านจะมีความสามารถพิเศษต่างๆ มากมาย ความจริงข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเรา เมื่อท่านบำเพ็ญปฏิบัติอย่างแท้จริง พอเริ่มเข้าไปก็จะมีความสามารถพิเศษมากมาย ท่านได้เข้าสู่ระดับชั้นที่สูงมากแล้ว เพราะฉะนั้นจึงมีความสามารถพิเศษต่างๆ มากมาย ในเร็วๆ นี้พวกเราจำนวนมากก็อาจมีสภาพเช่นนี้ปรากฏออกมา ยังมีบางคน เขาบำเพ็ญได้ไม่สูงนัก สิ่งที่ติดตัวเขามากับความอดทนของเขารวมเข้าด้วยกันจึงเป็นสิ่งที่มั่นคงคงที่ ดังนั้นเขาเหล่านี้จะเปิดพลัง(กง) เปิดการรู้แจ้ง(อู้)ในระดับชั้นที่ต่ำมาก รู้แจ้ง(อู้)อย่างถึงที่สุด จะมีคนเช่นนี้ปรากฏ
ข้าพเจ้าพูดถึงปัญหานี้กับพวกเรา ก็เพื่อบอกกับพวกเราว่า เมื่อใดที่มีคนเช่นนี้ปรากฏ ท่านอย่าได้ถือว่าเขาเป็นผู้สำเร็จธรรมสูงส่งอะไร นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม มีแต่ปฏิบัติตามหลักธรรมใหญ่จึงจะถูกต้อง อย่าได้เห็นว่าคนเขามีความสามารถพิเศษ มีอิทธิฤทธิ์ มองเห็นบางสิ่งบางอย่าง ก็ตามเขาไป ก็เชื่อฟังเขาไปเช่นนี้ ท่านอาจจะทำร้ายเขาก็ได้ ทำให้เขาเกิดจิตยินดี สุดท้ายอะไรของตัวเองก็สูญหายไป ถูกปิดทิ้งไป ท้ายที่สุดตกลงไป พลัง(กง)เปิดแล้วก็ตกลงไปได้ ควบคุมไม่ได้แม้รู้แจ้งแล้วก็ยังตกลงไปได้ พระพุทธองค์ใดถ้าควบคุมไม่ดียังตกลงไปได้ แล้วท่านเป็นเพียงผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมในหมู่คนธรรมดาสามัญ ฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดมีความสามารถพิเศษมากน้อยแค่ไหน ความสามารถพิเศษสูงส่งเพียงใด อิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่เพียงไหน ท่านจะต้องควบคุมตัวเองให้ได้ เมื่อเร็วๆ นี้พวกเรานี้มีคนนั่งอยู่ ณ ที่นี้อยู่ๆ ก็หายตัวไป อีกสักครู่ก็ปรากฏตัวออกมาอีก ก็เป็นเช่นนี้ อิทธิฤทธิ์สูงส่งยิ่งกว่านี้ยังจะปรากฏออกมา แล้วต่อไปท่านจะทำอย่างไร ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ฝึกของเรา เป็นลูกศิษย์ ต่อไปไม่ว่าเรื่องทำนองนี้จะเกิดขึ้นกับตัวท่านเองก็ดี เกิดขึ้นกับคนอื่นก็ดี ท่านต้องไม่ไปเทิดทูนบูชาเขา ไปแสวงสิ่งนี้ หากใจท่านเปลี่ยนไป ก็จบสิ้นทันที ท่านก็จะตกลงไป ท่านอาจจะสูงกว่าเขาเสียอีก เพียงแต่ไม่มีอิทธิฤทธิ์ปรากฏเท่านั้น เกี่ยวกับเรื่องเช่นนี้อย่างน้อยก็จะทำให้ท่านตกลงไปเสียแล้ว เพราะฉะนั้นท่านจะต้องระมัดระวังปัญหานี้ เราจัดลำดับปัญหานี้ไว้ในตำแหน่งที่สำคัญมาก เพราะว่าอีกไม่นานก็จะปรากฏเรื่องราวเช่นนี้ เมื่อใดปรากฏ หากท่านไม่สามารถควบคุมไว้ได้ก็ใช้ไม่ได้ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมเมื่อมีพลัง(กง) พลัง(กง)เปิด หรือการรู้แจ้ง(อู้)เปิดอย่างแท้จริง ก็อย่าได้เห็นตัวเองว่าพิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ สิ่งที่เขามองเห็น เป็นสิ่งที่อยู่ในระดับชั้นของเขา เพราะว่าบำเพ็ญปฏิบัติธรรมถึงขั้นนี้ ก็คือการรู้แจ้ง(อู้)ของเขาบรรลุถึงขั้นนี้ มาตรฐานจิต(ซินซิ่ง)ของเขาบรรลุถึงขั้นนี้ สติปัญญาของเขาก็บรรลุถึงขั้นนี้ ดังนั้นสิ่งที่อยู่ในระดับสูงยิ่งขึ้นไป เขาอาจจะไม่เชื่อ ก็เนื่องจากเขาไม่เชื่อ จึงทำให้เขาคิดว่าสิ่งที่เขามองเห็นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คิดว่าก็มีเพียงแค่นี้ แท้จริงนั่นยังห่างไกลอีกมากนัก เพราะว่าระดับชั้นของเขาอยู่แค่ระดับนี้
มีคนส่วนหนึ่งจะเปิดพลัง(กง)ในระดับชั้นนี้ จะบำเพ็ญสูงขึ้นไปอีกเขาก็บำเพ็ญขึ้นไปไม่ได้แล้ว ดังนั้นจึงต้องเปิดพลัง(กง)เปิดการรู้แจ้ง(อู้)ในระดับชั้นนี้ ต่อไปพวกเราที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรม บ้างจะเปิดการรู้แจ้ง(อู้)ในระดับวิชาสายย่อยในภพ บ้างจะเปิดการรู้แจ้ง(อู้)ในระดับชั้นที่แตกต่างกัน บ้างก็จะรู้แจ้ง(อู้)ได้มรรคผล การรู้แจ้ง(อู้)ได้มรรคผลจึงจะนับว่าสูงที่สุด สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ และปรากฏให้เห็นได้ในระดับชั้นที่แตกต่างกัน แม้แต่ในวิชาสายย่อยในภพ ผู้ที่เปิดพลัง(กง) เปิดการรู้แจ้ง(อู้)ในระดับต่ำสุด ก็สามารถมองเห็นบางมิติและผู้สำเร็จธรรมบางท่านได้ และสามารถติดต่อกับท่านเหล่านั้นได้ ถึงเวลานั้นท่านอย่าได้แอบดีใจ ในวิชาสายย่อยในภพ การเปิดพลัง(กง)ในระดับต่ำจะไม่ได้มรรคผล เป็นสิ่งที่แน่นอน แล้วจะทำอย่างไร เขาทำได้แต่เพียงรักษาให้คงอยู่ในระดับชั้นนี้ วันข้างหน้าค่อยบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปสู่ระดับชั้นที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก นั่นก็เป็นเรื่องในภายหน้า ในเมื่อบำเพ็ญได้สูงเพียงเท่านี้ แล้วทำไมจะไม่เปิดพลัง(กง)ล่ะ แม้ท่านจะบำเพ็ญขึ้นไปเช่นนี้ ก็บำเพ็ญขึ้นไปไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นจึงได้เปิดพลัง(กง) เนื่องจากบำเพ็ญถึงจุดสูงสุดของเขาแล้ว คนอย่างนี้มีมาก ไม่ว่าจะปรากฏสภาพการณ์อะไร ท่านจะต้องควบคุมจิต(ซินซิ่ง)ไว้ให้ได้ มีแต่การปฏิบัติตามหลักธรรมใหญ่เท่านั้นจึงจะถูกต้องอย่างแท้จริง ความสามารถพิเศษของท่านก็ดี การเปิดพลัง(กง)ของท่านก็ดี ท่านล้วนได้มาจากการบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมใหญ่ หากท่านลดลำดับความสำคัญของหลักธรรมใหญ่ให้รองลงมา และยกความสำคัญในเรื่องอิทธิฤทธิ์ของท่านขึ้นไปแทนที่ หรือคนที่การรู้แจ้ง(อู้)เปิดแล้ว คิดว่าความเข้าใจอย่างนั้นอย่างนี้ของตัวเองนั้นถูกต้อง ถึงกับหลงคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ สูงเกินกว่าหลักธรรมใหญ่ ข้าพเจ้าว่าท่านกำลังเริ่มตกลงไปแล้ว อันตรายแล้ว ก็จะแย่ลงไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลานั้นท่านจะพบกับเรื่องยุ่งยากจริงๆ บำเพ็ญเสียเปล่า ทำไม่ดีก็จะตกลงไปทันที บำเพ็ญเปล่าประโยชน์
ข้าพเจ้ายังจะขอบอกกับพวกท่าน หนังสือเล่มนี้ของข้าพเจ้าได้รวบรวมเนื้อหาสาระที่พูดไปในสถานที่ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดทั้งนั้น เป็นคำพูดของข้าพเจ้าทุกคำ ทุกตัวอักษรถอดจากเทป เขียนออกมาทีละตัวทีละตัว โดยมีลูกศิษย์ของข้าพเจ้า และผู้ฝึกช่วยกันถอดข้อความจากเทปเขียนออกมา หลังจากนั้นข้าพเจ้าค่อยทำการแก้ไขตรวจทานครั้งแล้วครั้งเล่า ล้วนเป็นหลักธรรมของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าอธิบายก็คือหลักธรรมนี้
บทที่1 บทที่2 บทที่3 บทที่4 บทที่5 บทที่6 บทที่7 บทที่8 บทที่9 อธิบายศัพท์