จ้วนฝ่าหลุน
โดยอาจารย์หลี่
หงจื้อ
บทที่ 4
เสียกับได้
ในแวดวงของการฝึกบำเพ็ญปฏิบัติธรรมมักจะพูดถึงความสัมพันธ์เกี่ยวกับการเสียกับการได้ ในส่วนของคนธรรมดาสามัญก็มีการพูดถึงความสัมพันธ์เกี่ยวกับการเสียกับการได้ พวกเราผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมจะปฏิบัติอย่างไรกับการเสียกับการได้ สำหรับผู้ฝึกบำเพ็ญปฏิบัติจะต่างไปจากคนธรรมดาสามัญ สิ่งที่คนธรรมดาสามัญคิดอยากได้ก็คือผลประโยชน์ส่วนตัว ทำอย่างไรจึงจะอยู่ได้ดีเป็นอยู่สบาย พวกเราผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมไม่คิดเช่นนี้ กลับตรงกันข้าม เราไม่คิดจะแสวงหาสิ่งที่คนธรรมดาสามัญต้องการ แต่สิ่งที่เราได้มากลับเป็นสิ่งที่คนธรรมดาสามัญอยากได้แต่ไม่ได้ นอกจากจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
การสูญเสียที่พวกเราพูดถึงโดยทั่วไป ไม่ได้หมายถึงการสูญเสียภายในวงแคบๆ บางคนพูดถึงการสูญเสีย คิดว่าเป็นการเสียสละเงินเล็กน้อย เห็นใครลำบากก็ช่วยเขาบ้าง เห็นขอทานข้างถนนก็ให้เงินเขาบ้าง นี่ก็เป็นการสละเป็นการเสีย นี่เป็นเพียงการมองปัญหาเรื่องเงินและวัตถุให้สำคัญน้อยลง แน่นอนการเสียสละด้านเงินทองก็เป็นส่วนหนึ่งและเป็นด้านที่ค่อนข้างสำคัญ แต่การสูญเสียที่เราพูดถึงนั้นไม่จำกัดอยู่ในวงแคบๆ เท่านี้ ในขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม จิตใจที่ผู้ฝึกพลัง(กง)จะต้องสละนั้นมีมากมาย เช่น จิตโอ้อวด จิตอิจฉาริษยา จิตที่คิดแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น จิตยินดี จิตยึดติดต่างๆ มากมาย ล้วนจะต้องขจัดทิ้งไป การสูญเสียที่เราพูดถึงนั้นมีความหมายกว้าง ตลอดขั้นตอนการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ต้องสละทิ้งซึ่งการยึดติดทั้งหมดและกิเลสต่างๆ ของคนธรรมดาสามัญ
อาจมีบางท่านคิดว่า พวกเราผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมอยู่ในสังคมมนุษย์ ถ้าต้องสละทุกสิ่งมิเท่ากับเป็นพระสงฆ์หรือชีหรอกหรือ ถ้าให้สละเสียทั้งหมดดูเหมือนจะทำไม่ได้ วิธีการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของเรา ในส่วนที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรมในสังคมของมนุษย์ กำหนดให้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมในสังคมของมนุษย์ ดำรงให้เหมือนกับคนธรรมดาสามัญให้มากที่สุด ไม่ได้หมายถึงให้ท่านต้องสูญเสียผลประโยชน์ทางด้านวัตถุไปจริงๆ ไม่ว่าท่านจะมีตำแหน่งสูงแค่ไหนทางราชการ หรือจะมีทรัพย์สมบัติมหาศาล ประเด็นสำคัญอยู่ที่ท่านสามารถจะปล่อยวางจิตใจของท่านได้หรือไม่
วิธีการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของเราเน้นที่จิตของคนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ส่วนบุคคล ความขัดแย้งระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ท่านจะสามารถมองปัญหาเหล่านี้ให้ลดลงหรือเบาลงได้หรือไม่ นี่คือประเด็นสำคัญ การบำเพ็ญปฏิบัติในวัดหรือในป่าลึก เพื่อต้องการให้ท่านตัดขาดจากสังคมภายนอก บังคับให้ท่านละทิ้งจิตใจของคนธรรมดาสามัญ ผลประโยชน์ทางด้านวัตถุจะไม่ให้ท่านได้ แต่ให้ท่านสูญเสีย การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในสังคมไม่ดำเนินในลักษณะนี้ เน้นให้ท่านดำเนินชีวิตในลักษณะของคนธรรมดาสามัญ ซึ่งจะดูว่าท่านจะลดละสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร แน่นอนเป็นเรื่องยาก แต่นี่เป็นประเด็นสำคัญที่สุดของวิชาของเรา เพราะฉะนั้นการสูญเสียที่เรากล่าวถึงจึงมีความหมายครอบคลุมอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่มีความหมายที่แคบๆ เรามาพูดถึงการทำความดีและสละเงินทองเล็กๆ น้อยๆ ท่านดูทุกวันนี้ขอทานบนถนน บางคนทำเป็นอาชีพ เขามีเงินมากกว่าท่านเสียอีก พวกเราต้องมองไปยังสิ่งที่เป็นเป้าหมายหลัก ไม่ใช่ดูแค่สิ่งที่เล็กๆ การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมต้องกระทำอย่างสง่าผ่าเผยและถูกต้อง มุ่งไปยังเป้าหมายหลัก ขั้นตอนของการสูญเสียนี้ สิ่งที่สูญเสียอย่างแท้จริงก็คือสิ่งที่ไม่ดีทั้งนั้น
คนเรามักจะหลงคิดว่าสิ่งที่ตนเองใฝ่แสวงหานั้นเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น แท้ที่จริงเมื่อมองจากระดับชั้นสูง ล้วนเป็นสิ่งที่ตอบสนองผลประโยชน์ของคนธรรมดาสามัญ ทางศาสนากล่าวว่า ต่อให้ท่านมีเงินมากเท่าใด มียศถาบรรดาศักดิ์สูงเพียงใด ก็มีได้เพียงไม่กี่สิบปี เกิดก็นำติดตัวมาไม่ได้ ตายก็เอาติดตัวไปไม่ได้ ทำไมวิชานี้จึงมีค่ายิ่งนัก ก็เพราะว่ามันจะติดอยู่กับจิตหลัก(เหวียนเสิน)ของท่านโดยตรง เกิดก็ติดตัวมาได้ ตายก็นำติดตัวไปได้และจะเป็นตัวกำหนดมรรคผลของท่านโดยตรง เพราะฉะนั้นจึงบำเพ็ญได้ยากลำบาก กล่าวคือ สิ่งที่ท่านสลัดทิ้งไปเป็นสิ่งที่ไม่ดี เช่นนี้จึงจะทำให้ท่านกลับไปสู่สภาพดั้งเดิมที่แท้จริง สิ่งที่จะได้นั้นคืออะไร ก็คือการยกระดับที่สูงขึ้น สุดท้ายบรรลุมรรคผล พลัง(กง)สำเร็จสมบูรณ์ได้มรรคผล แก้ไขต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา แน่นอนการที่เราจะละทิ้งกิเลสของมนุษย์ สามารถบรรลุถึงมาตรฐานของผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริง การที่จะบรรลุถึงจุดนี้ในทันทีทันใดย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องค่อยเป็นค่อยไป ข้าพเจ้าบอกว่าค่อยเป็นค่อยไปท่านฟังแล้ว พูดว่าอาจารย์บอกว่าให้ค่อยเป็นค่อยไป ก็เลยบำเพ็ญปฏิบัติอย่างช้าๆ ทำเช่นนั้นไม่ได้ ท่านจะต้องเข้มงวดกับตัวเอง แต่เราอนุญาตให้ท่านค่อยๆ ยกระดับให้สูงขึ้น หากท่านทำได้ทันทีในวันนี้ ท่านก็เป็นพระพุทธแล้ว ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ ท่านจะค่อยๆ บรรลุถึงจุดนี้ได้
สิ่งที่เราสูญเสียไปแท้จริงคือสิ่งที่ไม่ดีต่างๆ นั่นคืออะไร ก็คือกรรม ซึ่งสัมพันธ์กับจิตใจประเภทต่างๆ ของคน อาทิเช่นคนธรรมดาสามัญมักมีจิตที่ไม่ดีต่างๆ นานา เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทำเรื่องไม่ดีไม่งาม ก็จะได้มาซึ่งสสารสีดำ คือกรรม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับจิตใจของตัวเอง ถ้าคิดที่จะสลัดสิ่งที่ไม่ดีออกไป ก่อนอื่นจะต้องเปลี่ยนแปลงจิตใจของท่าน
การแปรผันของกรรม
ระหว่างสสารสีขาวกับสสารสีดำมีขั้นตอนในการผันแปร หลังจากที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างคน ก็จะมีขั้นตอนของการผันแปร คือทำความดีก็จะได้สสารสีขาวคือกุศล ทำเรื่องไม่ดีก็จะได้สสารสีดำคือกรรม ยังมีขั้นตอนของการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง บางคนจะพูดว่าใช่หรือไม่ที่ได้ทำเรื่องไม่ดีในช่วงครึ่งแรกของชีวิต ไม่แน่นอนเสมอไป เพราะว่ากรรมที่คนสะสมมานั้นไม่ใช่ว่ามีเพียงชาติเดียว ในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมกล่าวไว้ว่าจิตหลัก(เหวียนเสิน)จะไม่ดับสลาย หากจิตหลัก(เหวียนเสิน)ไม่ดับสลาย เขาก็ย่อมจะมีกิจกรรมทางสังคมในชาติก่อนๆ ถ้าเช่นนั้นเวลาเขามีชีวิตอยู่ในชาติก่อนอาจเคยติดค้างใคร รังแกใคร หรือว่าเคยทำเรื่องที่ไม่ดีอื่นๆ เอาไว้ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นต้น ก็จะก่อเกิดเป็นกรรมเช่นนี้ สิ่งเหล่านี้ในอีกมิติหนึ่ง จะสะสมอย่างต่อเนื่องและจะติดตัวไปตลอด สสารสีขาวก็เช่นกัน ไม่เพียงเกิดมาจากต้นตอเดียว ยังมีอีกลักษณะหนึ่งคือ ในตระกูลเดียวกัน ผลบุญของบรรพบุรุษก็สามารถสืบทอดให้คนรุ่นหลังได้ คนโบราณท่านกล่าวไว้ว่า สะสมผลบุญเถิด สะสมผลบุญ บรรพบุรุษสะสมผลบุญ คนๆ นี้ขาดกุศล เสียกุศล คำพูดนี้ถูกต้องยิ่งนัก คนปัจจุบันไม่เชื่อในคำกล่าวนี้แล้ว ท่านไปพูดกับวัยรุ่นว่า ขาดกุศล กุศลน้อย เขาก็ไม่ใส่ใจ แท้จริงมันมีความหมายลึกซึ้งมาก มันไม่ใช่เพียงแค่ความคิดและมาตรฐานจิตใจของคนสมัยปัจจุบันเท่านั้น ความจริงมันเป็นสสารที่มีอยู่จริง ซึ่งในร่างกายของมนุษย์ก็จะมีสสารทั้ง 2 ชนิดนี้
มีคนพูดว่า ถ้ามีสสารสีดำมาก ก็จะไม่สามารถบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปสู่ระดับสูง อาจจะพูดเช่นนี้ได้ คนที่มีสสารสีดำมาก มักมีผลต่อการรับรู้(อู้) เพราะว่ามันก่อเกิดเป็นสนามรอบๆ ตัวท่าน ห้อมล้อมท่านเอาไว้ภายใน ปิดกั้นตัวท่านให้ห่างจากคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น) เพราะฉะนั้นคนประเภทนี้อาจจะด้อยในการรับรู้(อู้) คนเขาพูดถึงเรื่องการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง) เขาจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องงมงายไม่น่าเชื่อเลย เขาจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าขัน ส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนี้ แต่ก็ไม่แน่เสมอไป ถ้าคนนี้คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจะเป็นเรื่องลำบากและจะไม่สามารถยกระดับพลัง(กง)ใช่หรือไม่ จริงๆ แล้วไม่ใช่ เรากล่าวอยู่เสมอว่าหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)ไม่มีขอบเขต ขึ้นอยู่กับใจของผู้บำเพ็ญ อาจารย์นำท่านเข้าประตู การฝึกบำเพ็ญอยู่ที่ตัวท่านเอง ทั้งหมดอยู่ที่ตัวท่านว่าจะบำเพ็ญอย่างไร บำเพ็ญได้หรือไม่ ทั้งหมดต้องดูว่าท่านสามารถอดทนได้หรือไม่ สามารถทุ่มเทได้หรือไม่ ทนทุกข์ได้หรือไม่ หากว่าท่านมีความตั้งใจแน่วแน่แล้ว อุปสรรคใดก็ไม่อาจขวางกั้น ข้าพเจ้าว่าย่อมไม่มีปัญหา
คนที่มีสสารสีดำมาก โดยมากมักจะต้องทุ่มเทมากกว่าคนที่มีสสารสีขาวมาก เพราะว่าสสารสีขาวนั้นผสานกลมกลืนเข้ากับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น) ได้โดยตรง ดังนั้นเพียงแต่ให้เขายกระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้น สามารถยกตัวเองสูงขึ้นในระหว่างความขัดแย้ง พลัง(กง)ของเขาก็จะเพิ่มสูงขึ้น ก็เป็นเรื่องง่ายๆ เช่นนี้ คนที่มีกุศลมากการรับรู้(อู้)สูง และสามารถอดทน เหนื่อยยากทั้งร่างกาย ทรมานทั้งจิตใจ แม้ว่าจะต้องเหน็ดเหนื่อยทางร่างกายมากหน่อย ทางจิตใจรับน้อยหน่อย พลัง(กง)ก็สามารถเพิ่มขึ้น ผู้ที่มีสสารสีดำมากไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ จะต้องผ่านขั้นตอนเช่นนี้ก่อน คือก่อนอื่นต้องแปรผันสสารสีดำให้เป็นสสารสีขาว ก็คือขั้นตอนเช่นนี้ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เจ็บปวดมาก เพราะฉะนั้นคนที่มีการรับรู้(อู้)ไม่ดีต้องทนทุกข์มากกว่า ถ้ากรรมมากการรับรู้(อู้)จะไม่ดี เขาก็ยิ่งที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมลำบาก
ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ท่านดูเขาบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างไร การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมโดยการนั่งสมาธิ จะต้องนั่งขัดสมาธิเป็นเวลานาน เวลานั่งขัดสมาธินานๆ ขาทั้งปวดทั้งชา เวลานานเข้า จิตใจเริ่มว้าวุ่น ว้าวุ่นอย่างแรง เหนื่อยยากทั้งร่างกาย ทรมานทั้งจิตใจ ร่างกายไม่สบาย จิตใจก็ไม่สบาย บางคนเวลานั่งขัดสมาธิกลัวเจ็บ ก็เอาขาลง ไม่คิดจะยืนหยัด บางคนนั่งขัดสมาธิได้สักพักก็เริ่มทนไม่ไหว ก็เอาขาลง ฝึกไปก็เปล่าประโยชน์ พอนั่งขัดสมาธิแล้วปวด ก็รีบๆ เปลี่ยนอิริยาบถแล้วค่อยนั่งขัดสมาธิต่อ เราเห็นว่ามันไม่เกิดประโยชน์อันใด เพราะว่าในขณะที่ขาของเขาปวดอยู่นั้น เรามองเห็นสสารสีดำกำลังจู่โจมบริเวณขาของเขา สสารสีดำก็คือกรรม การทนทุกข์ก็สามารถลบล้างกรรม จากนั้นก็จะแปรผันเป็นกุศล เมื่อเริ่มรู้สึกเจ็บปวด กรรมก็เริ่มสลายไป กรรมยิ่งกดลงไปข้างล่าง ขาของเขาก็ยิ่งเจ็บปวด เพราะฉะนั้นการเจ็บปวดของเขาไม่ใช่ไม่มีสาเหตุ ผู้ที่นั่งสมาธิแล้วปวดขามักจะมีอาการปวดเป็นระยะๆ เวลาปวดขึ้นมาก็ปวดจนสุดที่จะทน พอผ่านพ้นไปความปวดจะน้อยลง อีกสักพักก็จะเริ่มปวดขึ้นมาใหม่ มักจะเป็นอย่างนี้
เพราะว่ากรรมจะสลายทีละส่วน สลายไปส่วนหนึ่งก็จะรู้สึกว่าขาสบายขึ้นมาหน่อย ผ่านไปสักครู่ก็จะปวดขึ้นอีกส่วน เริ่มเจ็บปวดอีก หลังจากสสารสีดำสลายไป ไม่ใช่กระจายหายไป สสารนี้ไม่ดับสลาย หลังจากสลายไปแล้วก็จะแปรเปลี่ยนไปเป็นสสารสีขาวโดยตรง สสารสีขาวนี้ก็คือกุศล ทำไมมันจึงแปรเปลี่ยนได้ เพราะว่าเขาได้ผ่านการทนทุกข์ เขาได้ชดใช้แล้ว เขาได้รับความเจ็บปวด ข้าพเจ้าพูดแล้วว่ากุศลนั้นได้มาจากการที่เรายอมรับความทุกข์ ความลำบากและทำความดี เพราะฉะนั้นในการนั่งสมาธิจึงมีปัญหานี้เกิดขึ้น บางคนพอปวดขาสักเล็กน้อยก็จะขยับลงมาเคลื่อนไหว แล้วค่อยนั่งขัดสมาธิต่อ ซึ่งจะไม่เกิดผลใดๆ บางคนฝึกท่ายืนอยู่ในท่ายกแขน เมื่อยทนไม่ได้ก็ปล่อยแขนลง ก็ไม่บังเกิดผล ความทุกข์แค่นี้นับประสาอะไร ข้าพเจ้าหมายความว่าถ้าคนที่ฝึกพลัง(กง)เพียงยกแขนก็บำเพ็ญได้สำเร็จ เช่นนี้ก็นับว่าง่ายเกินไป นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะทำสมาธิในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
ในหลักธรรมของเราจุดสำคัญไม่ใช่ปฏิบัติอย่างนี้ แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่เป็นประโยชน์จากการปฏิบัติเช่นนี้ ส่วนใหญ่พวกเราอาศัยการขัดแย้งของจิต(ซินซิ่ง)ระหว่างคนมาแปรผันกรรม โดยมากจะปรากฏออกมาในรูปนี้ ในความขัดแย้งของคน การเสียดสีระหว่างคนนั้นความเจ็บปวดมีมากกว่าเสียอีก ข้าพเจ้าว่าความเจ็บปวดทางร่างกายนั้นง่ายต่อการอดทน กัดฟันก็ผ่านไป เวลาคนมีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน สิ่งที่ยากแก่การควบคุมมากที่สุดก็คือจิต
ยกตัวอย่างเช่น มีคนคนหนึ่งไปทำงาน ได้ยินเพื่อนร่วมงาน 2 คนว่าเขาในทางเสื่อมเสีย ว่าจนฟังไม่ได้ อารมณ์โกรธก็จะเกิดขึ้นมาทันที แต่เรากล่าวกันว่าผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม จะต้องทำให้ได้ถึงขั้นที่ว่า ตีก็จะไม่โต้กลับ ด่าก็จะไม่ด่ากลับ ใช้มาตรฐานชั้นสูงมาควบคุมตัวเอง เขาก็คิด อาจารย์บอกแล้วว่า พวกเราผู้ฝึกพลัง(กง)ต่างจากผู้อื่น ต้องมีกิริยาสูงกว่าคนอื่น เขาจึงไม่ต่อล้อต่อเถียงกับสองคนนั้น แต่โดยมากเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้น ไม่เสียดแทงเข้าไปถึงจิตของคนก็ยังไม่นับ ยังใช้ไม่ได้ ยกระดับไม่ได้ ดังนั้นในใจยังปล่อยวางไม่ได้ ก็จะว้าวุ่นใจ และยังคิดอยากจะหันกลับไปดูหน้าคนทั้งสอง ที่กำลังว่าเขาในทางเสื่อมเสีย พอหันไป มองเห็นสีหน้าดุดันของสองคนนั้น กำลังกล่าวร้ายตัวเองอย่างดุเดือด เขาก็ทนไม่ได้ขึ้นมาทันที ความโกรธก็เกิดขึ้น ก็อาจจะมีเรื่องปะทะกันได้ เวลาที่คนมีความขัดแย้งกัน จึงยากที่จะควบคุมจิตใจของตัวเองไว้ได้ ข้าพเจ้าว่าการผ่านด่านในขณะที่นั่งสมาธินั้น ง่ายกว่ากันมาก แต่ก็ไม่ใช่เป็นเช่นนี้เสมอไป
ดังนั้นต่อไปข้างหน้าเวลาฝึกพลัง(กง) ท่านจะพบกับความทุกข์ความลำบากทุกรูปแบบ หากไม่มีความทุกข์ความลำบากเหล่านี้ ท่านจะบำเพ็ญได้อย่างไร ท่านดีเราก็ดี ไม่มีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ ไม่มีการรบกวนด้านจิตใจ ท่านนั่งอยู่ตรงนั้นจิต(ซินซิ่ง)ก็ยกระดับขึ้นมาได้หรือ มันเป็นไปไม่ได้ คนเราต้องผ่านการปฏิบัติอย่างจริงจังในการขัดเกลาตัวเอง จึงจะสามารถยกระดับให้สูงขึ้นได้ มีคนกล่าวว่า ทำไมเราฝึกพลัง(กง)จึงมักจะพบกับเรื่องยุ่งยาก มีมากพอๆ กับที่คนธรรมดาสามัญประสบกันอยู่ นั่นเพราะว่าท่านบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอยู่ท่ามกลางคนธรรมดาสามัญ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะจับท่านห้อยหัวลง ลอยขึ้นมาแขวนอยู่ตรงนั้น นำท่านขึ้นสวรรค์ไปรับทุกข์เล็กน้อย มันจะไม่เป็นเช่นนี้ ล้วนอยู่ในลักษณะของคนธรรมดาสามัญ เช่นวันนี้มีคนมาทำให้ท่านหงุดหงิด ใครทำท่านโกรธ ทำไม่ดีต่อท่าน หรืออยู่ดีๆ ก็ใช้คำพูดที่ฟังไม่รื่นหูกับท่าน จะดูว่าท่านจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร
ทำไมจึงต้องมาเผชิญกับปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้นเพราะกรรมที่ท่านติดค้างไว้ เราได้ช่วยลบล้างให้ท่านไปมากแล้ว เหลือเพียงส่วนน้อยซึ่งแบ่งไว้ในแต่ละระดับชั้น เพื่อให้ท่านได้ยกระดับจิต(ซินซิ่ง) จัดความทุกข์ความลำบากบางส่วนให้ท่านได้ฝึกฝนจิตใจ และขจัดจิตยึดติดทุกประเภท เป็นทุกข์ภัยของท่านเองทั้งนั้น เราใช้มันเพื่อยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ของท่าน ซึ่งท่านจะผ่านพ้นไปได้ทั้งหมด ขอเพียงท่านยกระดับจิต(ซินซิ่ง) ก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้ เกรงแต่ว่าตัวท่านเองไม่คิดที่จะผ่าน ถ้าคิดจะผ่านก็จะผ่านพ้นไปได้ เพราะฉะนั้นต่อไปเมื่อท่านพบกับความขัดแย้ง ขออย่าได้คิดว่าเป็นเหตุบังเอิญ เพราะว่าเวลาเกิดความขัดแย้ง จะเกิดขึ้นมาทันทีทันใด แต่ว่าไม่ใช่เหตุบังเอิญ นั่นคือเพื่อให้ท่านได้ยกระดับจิต(ซินซิ่ง) ท่านเพียงแต่ปฏิบัติตนเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) ท่านก็จะสามารถจัดการกับมันได้ดี
แน่นอน ก่อนที่ทุกข์ภัยและความขัดแย้งจะมาถึง ย่อมไม่บอกกล่าวให้ท่านรู้ล่วงหน้า บอกท่านหมดแล้ว ยังจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างไร มันก็จะไม่บังเกิดผลใดๆ มันมักจะเกิดอย่างกะทันหัน จึงจะสามารถทดสอบจิต(ซินซิ่ง)ของคน จึงจะสามารถทำให้จิต(ซินซิ่ง)ของคนยกระดับสูงขึ้นได้อย่างแท้จริง ดูว่าจะสามารถควบคุมจิต(ซินซิ่ง)ได้หรือไม่ จึงจะดูออก ดังนั้นความขัดแย้งเกิดขึ้นมิใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ในขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมทั้งหมด การผันแปรของกรรมก็จะมีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น มันจะยากลำบากยิ่งกว่าความเหน็ดเหนื่อยทางร่างกายอย่างที่คนทั่วไปคาดคิดเป็นอันมาก ท่านฝึกพลัง(กง)มากอีกหน่อย ยกมือจนเมื่อยหรือยืนจนเมื่อยขา พลัง(กง)ก็จะก่อกำเนิดขึ้นหรือ ฝึกเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงพลัง(กง)ก็เพิ่มขึ้นเช่นนั้นหรือ นั่นเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางร่างแท้(เปิ๋นถี่) ยังต้องมีพลังงานมาเสริมสร้าง มันไม่มีผลต่อการยกระดับชั้น ความทุกข์ทางจิตใจจึงจะเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับชั้นอย่างแท้จริง พูดถึงหากความเหนื่อยยากทางกายก็สามารถยกระดับขึ้นได้ ข้าพเจ้าว่าชาวนาในประเทศจีนลำบากที่สุด มิกลายเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดแล้วหรือ ท่านจะเหนื่อยยากเพียงใดก็เทียบพวกเขาไม่ได้ วันๆ ใช้ชีวิตอยู่กับผืนดินกลางแดดที่แผดเผา ทั้งลำบากทั้งเหนื่อย ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่ายเลย เพราะฉะนั้นเราพูดแล้วว่า การจะยกระดับที่แท้จริง ต้องยกจิตใจให้สูงขึ้นอย่างแท้จริง จึงจะเป็นการยกระดับที่แท้จริง
ในระหว่างกรรมถูกผันแปร เพื่อให้เราสามารถควบคุมตัวเองได้ ไม่กระทำเรื่องไม่ดีเหมือนคนธรรมดาสามัญ ดังนั้นในยามปกติเราจะต้องรักษาจิตใจให้มีความเมตตา จิตใจที่ดีงาม เวลาเผชิญกับปัญหาต่างๆ อย่างกะทันหัน ท่านก็จะสามารถแก้ไขได้ถูกต้อง จิตใจของท่านเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ท่านก็มีเวลาและโอกาสที่จะยับยั้งตน มีเวลาไตร่ตรองมากขึ้น หากใจของท่านคิดแต่จะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกับคนอื่น ข้าพเจ้าว่าพอพบกับปัญหาท่านก็จะโต้ตอบกับผู้อื่นทันที รับรองจะเป็นเช่นนี้ ดังนั้นเมื่อท่านเผชิญกับความขัดแย้งใดๆ ข้าพเจ้าจึงพูดว่าต้องแปรผันสสารสีดำในร่างกายของท่านให้เป็นสสารสีขาว แปรผันให้เป็นกุศล
มนุษย์เราพัฒนามาจนถึงระดับนี้ในทุกวันนี้ แทบทุกคนล้วนตกอยู่ในบ่วงกรรม ร่างกายของคนเราล้วนมีกรรมติดมามากมาย ดังนั้นในปัญหาของการแปรผันกรรม ก็จะมีเหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏขึ้นคือ ในเวลาเดียวกันกับที่พลัง(กง)ของท่านเพิ่มขึ้น จิต(ซินซิ่ง)ยกสูงขึ้น กรรมของท่านก็จะสลายและผันแปรในเวลาเดียวกัน เมื่อพบกับความขัดแย้ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นในระหว่างการฝึกฝนขัดเกลาด้านจิต(ซินซิ่ง) ท่านสามารถอดทน กรรมของท่านจะสลายไป จิต(ซินซิ่ง)ของท่านก็จะยกระดับสูงขึ้นมา พลัง(กง)ของท่านก็เพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็จะผสมผสานเข้าด้วยกัน คนในสมัยก่อนมีกุศลมาก จิต(ซินซิ่ง)ของเขาสูงอยู่แล้ว เพียงแต่ยอมอดทนต่อความลำบากสักเล็กน้อยพลัง(กง)ก็จะเพิ่มขึ้น คนปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนี้ เมื่อประสบกับความลำบากก็ไม่คิดจะบำเพ็ญ นับวันก็ยิ่งไม่รับรู้(อู้) จึงบำเพ็ญยากยิ่งขึ้น
ในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมนั้น การปฏิบัติต่อความขัดแย้งอย่างเป็นรูปธรรม เวลาผู้อื่นปฏิบัติไม่ดีต่อท่าน อาจเนื่องมาจากสองกรณี กรณีแรก ท่านอาจเคยปฏิบัติไม่ดีกับเขาในชาติก่อน จิตใจของท่านไม่สงบ ทำไมถึงทำต่อฉันเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นเมื่อก่อนทำไมท่านจึงปฏิบัติกับเขาเช่นนั้น ท่านพูดว่าในเวลานั้นท่านไม่รู้ เรื่องของชาตินี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องของชาติก่อน คิดเช่นนั้นไม่ได้ อีกปัญหาหนึ่งก็คือ เรื่องของความขัดแย้งยังเกี่ยวพันไปถึงปัญหาการแปรผันกรรม ดังนั้นทางรูปธรรมพวกเราต้องมีกิริยาท่าทีที่ดี จะเหมือนกับคนธรรมดาสามัญไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ทำงาน ในสภาพแวดล้อมการงานอื่นๆ ก็เหมือนกัน พวกที่ทำงานส่วนตัวก็เช่นกัน อีกทั้งการคบค้าระหว่างคน เป็นไปไม่ได้ที่สามารถแยกตัวออกจากสังคม อย่างน้อยที่สุดก็ยังต้องมีความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน
ในสังคมการคบหาสมาคมระหว่างกันนั้น มักจะพบกับความขัดแย้งต่างๆ นานาเสมอ ในส่วนของการบำเพ็ญปฏิบัติของเรา ไม่ว่าท่านจะร่ำรวยมียศถาบรรดาศักดิ์สูงสักเพียงใด เป็นเจ้าของกิจการ เปิดบริษัท ค้าขายทำการค้าอะไรก็ไม่สำคัญ ขอเพียงดำเนินธุรกิจด้วยความยุติธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ กิจการงานทุกแขนงอาชีพในสังคมมนุษย์จะต้องคงอยู่ เป็นเพราะจิตมนุษย์ไม่เที่ยงตรง ไม่เกี่ยวกับหน้าที่การงานใดๆ ในอดีตมีคนพูดว่า พ่อค้า 10 คนจะคดโกงเสีย 9 คน นี่เป็นคำพูดของคนธรรมดาสามัญ ข้าพเจ้าขอบอกว่านั่นเป็นปัญหาของจิตใจคน ถ้าจิตมนุษย์มีความเที่ยงตรง ทำมาค้าขายอย่างยุติธรรม ท่านลงแรงมากก็ควรจะได้เงินมาก นั่นเป็นปกติวิสัยของสังคมมนุษย์ เมื่อท่านลงแรงไปจึงได้มา ไม่สูญเสียก็จะไม่ได้มา ได้มาจากการทำงาน ในแต่ละระดับชั้นท่านสามารถจะเป็นคนดีได้ ระดับชั้นที่ต่างกันก็จะมีความขัดแย้งที่ต่างกัน ระดับชั้นที่สูงก็มีรูปแบบของความขัดแย้งในระดับสูง ต่างก็สามารถที่จะจัดการกับความขัดแย้งได้อย่างถูกต้อง สามารถจะเป็นคนดีได้ในระดับชั้นนั้นๆ สามารถจะปล่อยวางกิเลสและจิตยึดติดต่างๆ ได้ทั้งนั้น ในแต่ละระดับชั้นก็สามารถมีคนดีปรากฏ และสามารถบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในระดับชั้นที่ตัวเองอยู่
ปัจจุบันในประเทศจีนไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือกิจการใดๆ ความขัดแย้งระหว่างคนค่อนข้างพิเศษ ในประเทศอื่น ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ ดังนั้นความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์จึงปรากฏออกมารุนแรงเป็นพิเศษ แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเพียงเพื่อผลประโยชน์เล็กน้อย ความคิดและวิธีการที่ใช้เลวร้ายมาก เป็นคนดียังลำบาก สมมุติว่าคนๆ นี้ไปถึงที่ทำงาน รู้สึกว่าบรรยากาศในที่ทำงานผิดปกติ ภายหลังมีคนบอกเขาว่า มีคนให้ร้ายป้ายสีท่านต่อผู้บังคับบัญชา ทำให้ชื่อเสียงของท่านเสียหาย คนอื่นมองท่านด้วยสายตาที่แปลกๆ คนทั่วไปจะทนได้อย่างไร จะสามารถรับอารมณ์นี้ได้อย่างไร เขาทำฉัน ฉันก็ทำเขา เขามีพรรคพวก ฉันก็มี มาสู้กันเลย คนธรรมดาสามัญก็ทำกันเช่นนี้ คนธรรมดาสามัญจะว่าท่านเก่ง แต่สำหรับผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ก็จะเป็นการกระทำที่แย่มาก ท่านไปแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเหมือนกับคนธรรมดาสามัญ ท่านก็คือคนธรรมดาสามัญ แต่ถ้าท่านโต้ตอบแรงเกินกว่าที่เขาทำ ท่านก็จะแย่ยิ่งกว่าคนธรรมดาสามัญเสียอีก
เราควรจะปฏิบัติต่อปัญหานี้อย่างไร เวลาเผชิญกับความขัดแย้งเช่นนี้ ประการแรกเราต้องสงบนิ่ง ไม่ควรปฏิบัติตัวเหมือนที่เขาทำกัน แน่นอนเราสามารถที่จะอธิบายด้วยไมตรีจิต ชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจนก็ไม่เป็นไร แต่ท่านยึดติดเกินไปก็ไม่ได้ เมื่อเวลาเราประสบกับความยุ่งยากเหล่านี้ อย่าได้ไปชิงดีเหมือนกับคนอื่น เขาจะทำอย่างไรท่านก็ทำอย่างนั้น ท่านมิเป็นคนธรรมดาสามัญหรอกหรือ ท่านไม่เพียงแต่ไม่ไปชิงดีชิงเด่นเหมือนที่เขาทำ ในจิตใจของท่านยังเกลียดเขาไม่ได้ ท่านเกลียดเขาไม่ได้จริงๆ ท่านเกลียดเขามิต้องเกิดโทสะหรือ ท่านก็จะไม่สามารถอดทน พวกเราเน้นความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น) ความเมตตาของท่านก็จะไม่เหลืออยู่เลย เพราะฉะนั้นท่านจะเหมือนกับเขาไม่ได้ ท่านจะต้องไม่โกรธเขาจริงๆ ถึงแม้เขาทำให้ท่านเสียชื่อเสียงไปทั่ว เสียจนเงยหน้าไม่ขึ้น ท่านไม่เพียงแต่จะโกรธเขาไม่ได้ ในใจท่านยังจะต้องขอบคุณเขา ขอบคุณด้วยใจจริง คนธรรมดาสามัญอาจคิดว่า คนเช่นนี้มิเป็นอาคิวหรือ แต่ข้าพเจ้าขอบอกกับท่าน ไม่ได้เป็นอย่างนั้น
พวกเราลองคิดดู ท่านเป็นผู้ฝึกพลัง(กง)ต้องใช้มาตรฐานระดับสูงมาเป็นเกณฑ์กำหนดสำหรับตัวท่านหรือไม่ ไม่สามารถใช้กฎของคนธรรมดาสามัญมาเป็นตัวกำหนด การเป็นผู้บำเพ็ญธรรม สิ่งที่ท่านได้คือของที่อยู่ในระดับสูงใช่หรือไม่ ท่านจึงต้องใช้กฎระดับสูงมากำหนดตัวเอง ถ้าท่านปฏิบัติตัวเหมือนเขา ท่านมิเหมือนกับเขาหรือ แล้วทำไมยังต้องขอบคุณเขา ท่านลองคิดดูว่าท่านได้อะไร ในจักรวาลนี้มีกฎอยู่ข้อหนึ่ง เรียกว่าผู้ไม่สูญเสียจะไม่ได้ เมื่อได้จึงต้องสูญเสีย เขาทำให้ท่านเสียหายในหมู่คนธรรมดาสามัญ ถือว่าเขาเป็นฝ่ายที่ได้ เขาเป็นผู้ได้เปรียบ เขายิ่งทำให้ท่านเสียหายรุนแรงมากเท่าใด ท่านต้องอดทนแบกรับมากเท่าใด เขาก็สูญเสียกุศลมากเท่านั้น กุศลเหล่านี้ก็จะตกเป็นของท่าน ในเวลาเดียวกันกับที่ท่านแบกรับ ใจของท่านอาจจะปล่อยวางได้มาก ไม่นำมาใส่ใจ
ในจักรวาลนี้ยังมีกฎอยู่ข้อหนึ่งว่า เมื่อท่านแบกรับความทุกข์อย่างใหญ่หลวงแล้ว ดังนั้นกรรมในตัวท่านก็จะได้รับการผันแปร เพราะว่าท่านได้ชดใช้ ยอมรับความเจ็บปวดมากเท่าใด การแปรผันก็จะมากเท่านั้น กลายเป็นกุศลทั้งหมด ผู้ฝึกพลัง(กง)ต้องการกุศลนี้มิใช่หรือ ท่านก็จะได้รับสองต่อ ยังได้ชำระกรรมไปด้วย หากเขาไม่สร้างสถานการณ์เช่นนี้แก่ท่าน ท่านจะยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ได้อย่างไร ท่านดีฉันก็ดี นั่งอยู่ด้วยกันสมัครสมานสามัคคีพลัง(กง)ก็จะเพิ่มขึ้น จะมีเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร เป็นเพราะเขาสร้างความขัดแย้งเช่นนี้ให้กับท่าน เปิดโอกาสให้ยกระดับจิต(ซินซิ่ง) เมื่อท่านสามารถยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ของตัวเองในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น จิต(ซินซิ่ง)ของท่านก็ยกระดับขึ้นมาได้มิใช่หรือ เป็นผลได้ที่ 3 ท่านเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) จิต(ซินซิ่ง)ของท่านยกระดับสูงขึ้นพลัง(กง)ก็จะสูงขึ้นด้วยมิใช่หรือ เป็นผลได้ที่ 4 ท่านจะไม่ขอบคุณเขาได้อย่างไร ท่านต้องขอบคุณเขาด้วยใจจริง ความจริงต้องเป็นเช่นนี้
แน่นอนจิตใจที่เขาแสดงออกมาไม่ดี มิเช่นนั้นก็ไม่ได้ให้กุศลแก่ท่าน แต่เขาเป็นผู้เปิดโอกาสให้ท่านได้ยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้นจริงๆ ก็คือเราจะต้องเน้นการบำเพ็ญปฏิบัติด้านจิต(ซินซิ่ง) ในการบำเพ็ญปฏิบัติจิต(ซินซิ่ง)ก็จะชำระกรรมในเวลาเดียวกัน แปรผันเป็นกุศล ท่านจึงจะสามารถยกระดับชั้นสูงขึ้น นี่เป็นสิ่งที่เสริมซึ่งกันและกัน มองจากระดับสูง กฎนี้ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง คนธรรมดาสามัญอาจไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ท่านดูกฎนี้จากระดับสูง ทั้งหมดจะเปลี่ยนแปลงไป ในคนธรรมดาสามัญท่านอาจคิดว่ากฎนี้ถูกต้อง แต่ว่ามันไม่ถูกต้องอย่างแท้จริง เมื่อดูจากระดับสูงจึงจะถูกต้องอย่างแท้จริง โดยมากเป็นเช่นนี้
กฎข้าพเจ้าได้อธิบายให้พวกเราจนกระจ่างแล้ว หวังว่าในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในวันข้างหน้า ทุกท่านจะสามารถปฏิบัติตนเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง บำเพ็ญปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะว่ากฎได้ให้ไว้ตรงนี้แล้ว อาจมีบางคนเพราะว่าเขาอยู่ในสังคมมนุษย์ เขารู้สึกว่าผลประโยชน์ทางวัตถุที่อยู่ต่อหน้าเป็นของจริงแท้ๆ ก็ยังเห็นแก่ประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้า ในกระแสของสังคมมนุษย์ เขาไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานสูงกับตัวเองได้ ความจริงการเป็นคนดีในสังคมมนุษย์มีบุคคลตัวอย่างเป็นแบบฉบับ แต่นั่นเป็นบุคคลตัวอย่างในสังคมมนุษย์ ท่านคิดจะเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ต้องอาศัยจิตใจของท่านไปบำเพ็ญทั้งสิ้น ต้องอาศัยตัวท่านไปรับรู้(อู้)ทั้งสิ้น ไม่มีแบบอย่าง ดีที่พวกเราได้ถ่ายทอดหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)ออกมาแล้ว ในอดีตหากท่านคิดจะบำเพ็ญ ยังไม่มีผู้ใดให้คำชี้แนะ เช่นนี้ท่านปฏิบัติตามหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)ก็อาจปฏิบัติได้ดี บำเพ็ญได้หรือไม่ ปฏิบัติได้หรือไม่ บรรลุถึงระดับใด ล้วนขึ้นอยู่ที่ตัวท่านเอง
แน่นอนรูปแบบของการแปรผันกรรมนั้น ไม่เป็นไปอย่างที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้เสมอไป อาจปรากฏออกมาในด้านอื่น ในสังคม ภายในครอบครัวก็อาจเกิดขึ้นได้ เดินไปบนถนนหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมของสังคมอื่นๆ ก็อาจพบกับเรื่องยุ่งยาก จิตที่ปล่อยวางไม่ได้ในหมู่คนธรรมดาสามัญ ก็ต้องให้ท่านปล่อยวางทั้งหมด จิตยึดติดต่างๆ ตราบใดที่ท่านยังมีอยู่ ก็ต้องให้ขจัดทิ้งไป ในภาวะแวดล้อมต่างๆ จะให้ท่านล้มลุกคลุกคลาน เพื่อให้ท่านรู้แจ้งได้ธรรม ก็คือต้องบำเพ็ญปฏิบัติกันเช่นนี้
ยังมีอีกกรณีหนึ่งที่ค่อนข้างจะเป็นรูปแบบทั่วๆ ไป พวกเราหลายคนในขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ในเวลาฝึกพลัง(กง) คู่สมรสของท่านก็จะไม่พอใจมาก ทันทีที่ท่านเริ่มฝึกพลัง(กง) ก็จะหาเรื่องชวนทะเลาะตบตี ท่านไปทำเรื่องอื่นเขาจะไม่สนใจ ท่านบอกจะไปเล่นไพ่นกกระจอก เสียเวลาเท่าไร แม้เขาจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่เท่ากับการที่ท่านไปฝึกพลัง(กง) ท่านไปฝึกพลัง(กง)ก็ไม่เป็นการยั่วโทสะเขา เป็นการออกกำลังกาย ก็ไม่ส่งผลกระทบถึงเขา เป็นเรื่องดี แต่เมื่อใดที่ท่านบำเพ็ญปฏิบัติธรรม เขาก็จะขว้างปาและชวนทะเลาะตบตีกับท่าน บางคนเป็นเพราะว่าฝึกพลัง(กง) คู่สามีภรรยาเกือบต้องหย่าร้างกัน หลายคนไม่คิดกันว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นท่านลองไปถามเขาดู ฉันฝึกพลัง(กง)ทำไมเธอต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขาเองก็ตอบไม่ถูกจริงๆ ว่า ทำไมเป็นเช่นนั้น จริงซิ ฉันไม่ควรจะต้องโกรธมากมายขนาดนั้น แต่ทำไมจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟในเวลานั้น ความจริงเรื่องมันเป็นอย่างไร ในขณะที่เราฝึกพลัง(กง)อยู่นั้น กรรมจะต้องมีการผันแปร ไม่สูญเสียจะไม่ได้ สิ่งที่สูญเสียเป็นสิ่งที่ไม่ดี ท่านจะต้องชดใช้
อาจเป็นไปได้ว่าพอเดินเข้าประตูบ้าน คู่สมรสของท่านก็จะเริ่มชวนทะเลาะกับท่านไม่หยุด หากท่านสามารถอดกลั้นผ่านไปได้ พลัง(กง)ที่ท่านฝึกมาวันนี้ ก็จะไม่ฝึกเปล่า บางท่านก็ทราบดีว่าการฝึกพลัง(กง)เน้นที่กุศล ดังนั้นเขากับคู่สมรสในเวลาปกติจะปฏิบัติต่อกันดีมาก พอคิดว่า ปกติฉันว่าหนึ่งเป็นหนึ่งไม่มีสอง วันนี้เขาขึ้นมาบนหัวฉันแล้วหรือ อดกลั้นโทสะไม่อยู่ ก็เริ่มทะเลาะกับเขาขึ้นมา พลัง(กง)ที่ฝึกมาวันนั้น ก็ฝึกเปล่า เพราะว่ากรรมอยู่ตรงนั้น เขากำลังช่วยท่านชำระท่านไม่ยอม ทะเลาะกับเขาขึ้นมาก็ไม่ได้ชำระ เรื่องประเภทนี้ยังมีอีกมาก พวกเรามีไม่น้อยที่เคยประสบกับเรื่องทำนองนี้มาก่อน ไม่ได้คิดว่าเพราะอะไรท่านไปทำเรื่องอื่นเขากลับไม่ค่อยมายุ่งเกี่ยว ที่จริงเป็นเรื่องดี แต่เขากลับชวนทะเลาะกับท่าน ที่จริงคือช่วยท่านชำระกรรม แต่ว่าตัวเขาเองกลับไม่รู้ เขาไม่เพียงแต่ชวนทะเลาะหาเรื่องอย่างผิวเผิน แต่ในใจยังคงดีกับท่าน ไม่ใช่เป็นเช่นนี้ เป็นความโกรธที่แสดงออกมาจากใจจริงๆ เพราะว่ากรรมตกอยู่ที่ผู้ใดผู้นั้นก็ไม่อาจจะทนได้ รับรองได้ว่าเป็นเช่นนี้แน่นอน
ยกระดับจิต(ซินซิ่ง)
ที่ผ่านมามีคนไม่น้อยเพราะควบคุมจิต(ซินซิ่ง)ไม่ได้ จึงได้เกิดปัญหามากมาย ปฏิบัติไปจนถึงระดับหนึ่งแล้วขึ้นไปอีกไม่ได้ บางท่านจิต(ซินซิ่ง)ที่ติดตัวมาค่อนข้างสูง ฝึกพลัง(กง)ได้ไม่นานตาทิพย์ก็เปิด บรรลุถึงระดับหนึ่ง เพราะว่าบุคคลผู้นี้มีรากฐาน(เกินจี)ค่อนข้างดี จิต(ซินซิ่ง)สูงมาก ดังนั้นพลัง(กง)ของเขาจึงเกิดขึ้นได้เร็ว เมื่อขึ้นถึงระดับที่จิต(ซินซิ่ง)ของเขาตั้งอยู่ พลัง(กง)ของเขาก็จะขึ้นถึงระดับนั้นเช่นกัน ถ้าเขาต้องการจะยกระดับพลัง(กง)ให้สูงขึ้นอีก ความขัดแย้งก็จะปรากฏออกมา เพื่อให้เขายกระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มีรากฐาน(เกินจี)ดี เขาจะรู้สึกว่าพลัง(กง)ของเขาเพิ่มขึ้นได้ไม่เลวเลย ฝึกได้ดีมาก แล้วทำไมอยู่ๆ ก็มีปัญหาต่างๆ มากมายเข้ามารุมเร้าล่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ดีไปหมด คนรอบข้างก็ไม่เป็นมิตร ผู้บังคับบัญชาก็ไม่ยอมรับ ในครอบครัวความสัมพันธ์ก็ไม่ราบรื่น เหตุใดจึงมีความขัดแย้งปรากฏออกมามากมายเช่นนี้ ตัวเขาเองก็ไม่รับรู้(อู้) ด้วยเหตุที่ว่าเขามีรากฐาน(เกินจี)ดี เมื่อขึ้นถึงระดับหนึ่งแล้ว สภาพเช่นนี้จะปรากฏ แต่นั่นยังไม่ใช่มาตรฐานสุดท้ายที่ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมจะบรรลุความสำเร็จ จะบำเพ็ญให้สูงขึ้นไปหนทางยังอีกยาวไกล ท่านจะต้องยกระดับตัวเองขึ้นไปอีกอย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นเพราะรากฐาน(เกินจี)ที่ติดตัวมานิดหน่อยได้บังเกิดผล ท่านจึงได้บรรลุถึงสภาพเช่นนั้น จะยกระดับขึ้นไปอีก มาตรฐานก็ต้องสูงตามขึ้นไปด้วย
มีคนกล่าวว่า ให้ฉันหาเงินทองมากอีกหน่อย จัดการเรื่องครอบครัวให้เรียบร้อย อะไรฉันก็ไม่ยุ่งเกี่ยวแล้ว ฉันค่อยไปบำเพ็ญธรรม ข้าพเจ้าขอบอกว่าท่านกำลังเพ้อฝัน ท่านไม่สามารถก้าวก่ายกับชีวิตของผู้อื่น ควบคุมชะตาชีวิตของผู้อื่นไม่ได้ รวมทั้งชะตาชีวิตของภรรยาบุตรธิดา และพ่อแม่พี่น้องของท่าน นั่นไม่ใช่สิ่งที่ท่านจะสามารถกำหนดได้ นอกจากนี้เมื่อท่านไม่มีอะไรต้องห่วงกังวล ไม่มีความยุ่งยากอีกแล้ว ท่านยังจะบำเพ็ญปฏิบัติอะไร ท่านคิดจะฝึกพลัง(กง)อย่างสะดวกสบาย จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร นั่นเป็นสิ่งที่ท่านมองในแง่ของคนธรรมดาสามัญ
การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมนั้นต้องบำเพ็ญปฏิบัติท่ามกลางความทุกข์ความลำบาก ดูว่าท่านจะตัดอารมณ์ทั้งเจ็ดและกามคุณทั้งหกได้หรือไม่ ท่านจะปล่อยวางในสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ หากท่านยังยึดติดต่อสิ่งเหล่านั้น ท่านก็จะไม่สามารถบำเพ็ญ ไม่ว่าเรื่องอะไรล้วนมีเหตุผลสัมพันธ์กัน ทำไมคนจึงเป็นคนได้ ก็เพราะว่าคนมีความรักความผูกพัน คนก็มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความรักความผูกพัน ความรักระหว่างญาติ ความรักของหนุ่มสาว ความรักต่อพ่อแม่ อารมณ์รัก มิตรภาพ ทำอะไรก็คำนึงถึงความผูกพัน ไม่ว่าอะไรก็หนีไม่พ้นความรักความผูกพันนี้ได้ อยากทำไม่อยากทำ ดีใจหรือไม่ดีใจ รักและแค้น ทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมมนุษย์ ล้วนขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความรักความผูกพันหากตัดไม่ขาด ท่านก็ไม่อาจจะบำเพ็ญปฏิบัติได้ ถ้าคนสามารถหลุดพ้นจากความรักความผูกพันนี้ได้ ใครก็ไม่อาจทำให้ท่านหวั่นไหวได้ ใจของคนธรรมดาสามัญก็จะไม่ทำให้ท่านหวั่นไหวได้ สิ่งที่มาแทนที่คือความเมตตากรุณา เป็นสิ่งที่สูงส่งยิ่งกว่า แน่นอนการจะตัดขาดจากสิ่งนี้ในทันทีไม่ใช่เรื่องง่าย การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเป็นหนทางยาวไกล เป็นขั้นตอนที่ต้องค่อยๆ ขจัดจิตยึดติดของตัวเอง แต่ทั้งนี้ท่านจะต้องเข้มงวดกับตัวเอง
พวกเราเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) ความขัดแย้งมักจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จะทำอย่างไร ยามปกติท่านรักษาจิตที่มีความเมตตากรุณาอยู่ตลอดเวลา มีสภาพจิตที่ดีงาม เมื่อเผชิญกับปัญหาก็จะสามารถปฏิบัติได้ดี เพราะมันจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบา ท่านมีความเมตตากรุณาอยู่ตลอด เมตตาต่อผู้อื่น จะทำอะไรก็คำนึงถึงผู้อื่น แต่ละครั้งเมื่อเผชิญกับปัญหาให้คิดก่อนเสมอว่า เรื่องนี้ผู้อื่นรับได้หรือไม่ จะทำร้ายผู้อื่นหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนี้ปัญหาก็จะไม่ปรากฏ ดังนั้นท่านฝึกพลัง(กง)จึงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานชั้นสูง หรือมาตรฐานชั้นสูงยิ่งขึ้นมากำหนดตัวเอง
คนบางคนมักจะไม่สามารถรับรู้(อู้) บางท่านตาทิพย์ได้เปิดแล้ว มองเห็นพระพุทธ กลับบ้านกราบไหว้พระพุทธรูป ในใจบ่นว่า เหตุใดพระพุทธจึงไม่ดูแลฉัน ช่วยฉันแก้ไขปัญหานี้เถิด แน่นอนพระพุทธย่อมไม่ยุ่งด้วย ความทุกข์ความลำบากนั้นพระองค์เป็นผู้กำหนดไว้ให้ จุดประสงค์ต้องการให้ท่านยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้น ให้ท่านยกระดับขึ้นท่ามกลางความขัดแย้ง พระองค์จะช่วยแก้ปัญหาให้ท่านหรือ แท้ที่จริงก็จะไม่แก้ปัญหาให้ท่าน หากช่วยแก้ปัญหาให้แล้วท่านจะมีพลัง(กง)สูงขึ้นหรือ จะยกระดับจิต(ซินซิ่ง)และระดับชั้นของท่านได้อย่างไร จุดสำคัญก็เพื่อให้ท่านมีพลัง(กง)สูงขึ้น ในสายตาของท่านผู้รู้แจ้ง การเป็นมนุษย์มิใช่เป้าหมาย ชีวิตของคนเรามิใช่เพียงเพื่อการเป็นคน ก็คือให้ท่านกลับขึ้นไป คนรับความทุกข์ทรมานเท่าไร พระองค์ถือว่ามีความทุกข์ยิ่งมากยิ่งดี เป็นการเร่งชำระหนี้ พระองค์คิดอย่างนี้ บางคนไม่สามารถรับรู้(อู้) ขอพระพุทธไม่ได้ผล ก็เริ่มโทษพระพุทธ ทำไมพระองค์ไม่ช่วยฉัน ฉันจุดธูปเทียนบูชากราบไหว้ทุกวัน เพราะเรื่องนี้บางคนถึงกับขว้างพระพุทธรูปทิ้ง จากนั้นก็ด่าพระพุทธ เพราะเขาด่าจิต(ซินซิ่ง)ของเขาก็ตกลงไป พลัง(กง)ก็สูญหายไป เขาทราบดีว่าอะไรก็ไม่เหลือแล้ว ก็ยิ่งแค้นพระพุทธมากขึ้น เขาคิดว่าพระพุทธกำลังทำร้ายเขา เขาใช้กฎของคนธรรมดาไปวัดจิต(ซินซิ่ง)ของพระพุทธ จะสามารถวัดได้อย่างไร เขาใช้มาตรฐานของคนธรรมดาสามัญไปปฏิบัติต่อเรื่องราวในระดับสูง จะเป็นไปได้อย่างไร ดังนั้นมักจะมีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น ทำให้คนจำนวนมากคิดว่าความทุกข์ในชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมต่อตัวเอง มีคนมากมายต้องตกลงมา
เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ใหญ่หลายท่าน มีชื่อเสียงโด่งดังก็ต้องพังลงมา แน่นอนอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ที่แท้จริงต่างก็กลับไปกันแล้ว หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา เหลือเพียงพวกที่หลงอยู่ในคนธรรมดาสามัญ จิต(ซินซิ่ง)ตกต่ำลงมาและยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในสังคมมนุษย์ พวกเขาไม่มีพลัง(กง)แล้ว มีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ที่มีชื่อเสียงในอดีตบางท่านที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในสังคม อาจารย์ของพวกเขาเห็นว่าเขาตกต่ำลงไปในคนธรรมดาสามัญแล้ว หลงใหลในชื่อเสียงผลประโยชน์จนถอนตัวไม่ขึ้น ไม่ไหวแล้ว อาจารย์ได้นำจิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)ของเขาไปแล้ว ซึ่งพลัง(กง)ล้วนอยู่ในตัวจิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน) ตัวอย่างเช่นนี้มีอยู่มากมาย
ในวิชาของเรา เรื่องประเภทนี้น้อยมาก มีก็ไม่เด่นชัด ทางด้านการยกระดับจิต(ซินซิ่ง) ตัวอย่างที่ปรากฏออกมามากเป็นพิเศษ ที่มณฑลซันตงมีผู้ฝึกของเราคนหนึ่งทำงานในโรงงานทอผ้าขนหนูแห่งหนึ่ง หลังจากได้ฝึกหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)แล้ว ยังนำไปเผยแพร่ถ่ายทอดให้กับเพื่อนร่วมงาน ผลปรากฏว่าทำให้โฉมหน้าของโรงงานเปลี่ยนแปลงไป ก่อนนี้หัวผ้าขนหนูของโรงงานแห่งนี้ คนงานมักจะนำกลับบ้านคนละชิ้นเสมอ คนงานเอากันทุกคน หลังจากที่ฝึกพลัง(กง)แล้วเขาไม่เพียงแต่ไม่หยิบฉวย ของที่เอาไปอยู่ที่บ้านก็นำกลับมาคืน คนอื่นพอเห็นเขาทำเช่นนี้ ก็ไม่มีใครหยิบฉวยกันอีกเลย คนที่เคยนำกลับไปบ้านพากันเอามาคืนโรงงาน มีเหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏทั้งโรงงาน
ที่เมืองแห่งหนึ่งหัวหน้าศูนย์ฝึกผู้หนึ่ง ไปเยี่ยมผู้ฝึกที่โรงงานแห่งหนึ่ง เพื่อดูว่าได้ฝึกหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ไปถึงไหนแล้ว ผู้จัดการโรงงานแห่งนั้นออกมาต้อนรับเขาด้วยตัวเองและพูดว่า หลังจากคนงานเหล่านี้ฝึกหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)แล้ว มาเช้ากลับค่ำ ทำงานอย่างขยันขันแข็ง หัวหน้าสั่งงานก็ทำตามเป็นอย่างดีไม่เกี่ยงงาน ไม่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น พวกเขาทำเช่นนี้ ทำให้โฉมหน้าบรรยากาศของโรงงานเปลี่ยนโฉมหน้าไปทางที่ดีขึ้น เศรษฐกิจและผลประโยชน์ของโรงงานก็ดีขึ้น วิชาของพวกท่านดีจริงๆ อาจารย์ของพวกท่านมาเปิดชั้นเรียนเมื่อไร ผมก็จะไปร่วมด้วย หลักการบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเรา ก็คือการนำคนไปสู่ระดับชั้นสูง ไม่ได้คิดทำเรื่องเช่นนี้ แต่ก็สามารถช่วยปลูกฝังอารยธรรมทางจิตใจของสังคมให้เกิดการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น ถ้าหากทุกๆ คนหันไปค้นหาจากจิตใจภายใน ทุกๆ คนคิดว่าจะปฏิบัติตัวให้ดีได้อย่างไร ข้าพเจ้าว่าสังคมก็จะมั่นคง มาตรฐานศีลธรรมของมนุษย์ก็จะดีขึ้น
ขณะที่ข้าพเจ้าถ่ายทอดหลักธรรมที่เมืองไท่หยวน ผู้ฝึกคนหนึ่งอายุ 50 กว่าปี สองสามีภรรยาได้มาร่วมฟังธรรม ขณะที่พวกเขาเดินอยู่กลางถนน มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วสูง ในทันใดกระจกข้างก็เกี่ยวเอาเสื้อของสตรีสูงอายุผู้นี้เข้า พร้อมกับลากตัวเธอเลยไป 10 กว่าเมตร พลั๊ก แล้วก็เหวี่ยงเธอล้มลงบนพื้น รถวิ่งเลยไปอีกกว่า 20 เมตรจึงหยุดลง คนขับกระโดดลงจากรถพูดด้วยความไม่พอใจว่า คุณเดินอย่างไรไม่มองถนน คนเราสมัยนี้มักจะเป็นเช่นนี้ มีปัญหาก็จะโยนให้กับคนอื่นรับผิดชอบ ส่วนผู้ที่นั่งอยู่ในรถก็พูดว่า ดูซิว่าหกล้มเป็นอย่างไรบ้าง รีบส่งไปโรงพยาบาลเถอะ คนขับจึงได้คิด รีบถามว่า คุณป้าเป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บที่ไหน ไปตรวจที่โรงพยาบาลดีไหม ผู้ฝึกของเราผู้นั้นหลังจากค่อยๆ ลุกจากพื้นขึ้นมา แล้วตอบว่า ไม่เป็นไร พวกคุณไปเถอะ ปัดฝุ่นออกแล้วเกี่ยวแขนสามีเดินจากไป
มาถึงชั้นเรียนมาเล่าเหตุการณ์นี้ให้ข้าพเจ้าฟัง ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมาก ผู้ฝึกของเรามีจิต(ซินซิ่ง)สูงขึ้นแล้ว เธอกล่าวกับข้าพเจ้าว่า อาจารย์ เป็นเพราะว่าวันนี้ข้าพเจ้าได้ศึกษาหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) ถ้าไม่ได้ศึกษาหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า) วันนี้คงไม่ปฏิบัติเช่นนี้ ทุกคนลองคิดดู เมื่อปลดเกษียนแล้ว เวลานี้ข้าวของก็มีราคาแพงเช่นนี้ สวัสดิการอะไรก็ไม่มี คนอายุ 50 กว่าถูกรถลากไปไกลเช่นนั้น ล้มอยู่บนพื้น ตรงไหนบาดเจ็บก็คงแย่แล้ว ฟุบกับพื้นก็คงลุกไม่ขึ้นแล้ว ไปโรงพยาบาลก็ไปซิ เข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลไม่ออกมาแล้ว ถ้าเป็นคนธรรมดาสามัญก็คงทำเช่นนั้น แต่เธอเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม จึงไม่ได้ทำเช่นนั้น เราจึงกล่าวว่า ดีชั่วอยู่ที่ความคิดชั่วขณะของคน ความคิดเพียงชั่วขณะนี้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ต่างกัน อายุมากขนาดนั้น ถ้าเป็นคนธรรมดาสามัญโดนเหวี่ยงขนาดนั้นจะไม่บาดเจ็บหรือ แต่เธอแม้แต่ผิวหนังก็ไม่ถลอก ดีชั่วก็อยู่ตรงที่ความคิดชั่วขณะ ถ้าหากเธอล้มนอนอยู่ตรงนั้นและพูดว่า ฉันไม่ไหวแล้ว เจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้ ถ้าเช่นนั้นเอ็นอาจจะขาด กระดูกอาจจะหัก เป็นอัมพาตไป ให้เงินท่านมากมายเท่าใด แต่ท่านต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่โรงพยาบาลเดินเหินไม่ได้ ท่านจะมีความสุขหรือ ผู้คนที่มุงดูต่างก็รู้สึกแปลกใจ สตรีสูงอายุผู้นี้ทำไมไม่เรียกร้องเอาเงินจากเขา ไม่เรียกร้องค่าเสียหาย ปัจจุบันมาตรฐานศีลธรรมของคนได้ถูกบิดเบือนไปทั้งหมด คนขับรถแม้จะขับรถเร็วก็จริง แต่เขาจะมีเจตนาชนคนหรือ เขาไม่ได้เจตนาไม่ใช่หรือ แต่ว่าปัจจุบันคนเราก็เป็นเช่นนี้ ถ้าไม่เรียกร้องค่าเสียหาย จิตใจของคนที่มุงดูจะรู้สึกไม่สงบ ข้าพเจ้าว่าปัจจุบันนี้ความดีความชั่วแบ่งแยกไม่ออก มีบางคนท่านเตือนเขาว่ากำลังทำชั่ว เขายังไม่เชื่อ เพราะมาตรฐานศีลธรรมได้เกิดการเปลี่ยนแปลง บางคนมุ่งแต่ผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว ขอเพียงได้เงินทอง เรื่องอะไรก็กล้าทำ คนไม่ทำเพื่อตัวเอง ฟ้าดินลงโทษ ได้กลายเป็นคติเตือนใจเสียแล้ว
ที่ปักกิ่งมีผู้ฝึกคนหนึ่ง หลังอาหารเย็นพาลูกออกมาเดินเล่นที่เฉียนเหมิน เห็นรถกำลังโฆษณาขายสลากรางวัล ลูกอยากร่วมสนุกจับสลากรางวัลก็ให้ไปจับ ให้เด็กหนึ่งเหรียญไปจับ ทันใดนั้นก็จับได้รางวัลที่ 2 เป็นจักรยานเด็กอย่างดี เด็กดีใจมาก ทันใดนั้นสมองเขาคิดได้ว่า ฉันเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) จะหวังในสิ่งนี้ได้อย่างไร ฉันได้โชคที่ไม่ชอบธรรมเช่นนี้ ฉันต้องเสียกุศลไปมากเท่าใด จึงบอกกับลูกว่า อย่าเอาเลย ถ้าอยากได้เราไปซื้อกันเอง ลูกก็ไม่พอใจ เวลาขอให้ซื้อก็ไม่ซื้อให้ พอจับสลากได้เองท่านก็ไม่ให้เอาอีก ลูกก็ร้องไห้ไม่ยอม หมดปัญญาก็ได้แต่เข็นจักรยานกลับบ้าน กลับถึงบ้านยิ่งคิดยิ่งไม่ถูกต้อง รีบเอาเงินไปจ่ายเขาดีกว่า หวนคิดอีกที สลากรางวัลก็ไม่มีแล้ว ให้เงินพวกเขา พวกเขามิเอาไปแบ่งกันเองหรือ ฉันรีบเอาเงินไปบริจาคช่วยเหลือที่ทำงานดีกว่า
โชคดีที่ทำงานมีผู้ฝึกหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)กันไม่น้อย ผู้บังคับบัญชาก็เข้าใจเขา ถ้าอยู่ในสภาวะแวดล้อมทั่วไป สถานที่ทำงานทั่วไป ท่านบอกว่าท่านเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) จับรางวัลได้รถจักรยานแต่ท่านไม่เอา เอาเงินมาบริจาคให้ที่ทำงาน ผู้บังคับบัญชาจะต้องคิดว่าคนๆ นี้สติมีปัญหา คนอื่นก็จะต้องวิพากษ์วิจารณ์กันว่า คนๆ นี้ฝึกพลัง(กง)จนเพี้ยนไป จนธาตุไฟเข้าแทรก ข้าพเจ้าบอกแล้วว่า มาตรฐานศีลธรรมได้บิดเบือนไป ถ้าเป็นในปีทศวรรษ 1950 - 1960 เรื่องประเภทนี้จะเป็นเรื่องปกติธรรมดา ใครๆ ก็ไม่รู้สึกแปลกใจ
พวกเราพูดว่า ไม่ว่ามาตรฐานศีลธรรมของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด คุณสมบัติพิเศษของจักรวาลนี้ความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น) จะไม่เปลี่ยนแปลงตลอดไป มีคนบอกว่าท่านดี ท่านไม่แน่ว่าจะดีจริง มีคนบอกว่าท่านเลว ท่านก็ไม่แน่ว่าจะเลวจริง เพราะว่ามาตรฐานที่ใช้วัดความดี ความเลวนั้นได้บิดเบือนไปเสียแล้ว มีแต่ผู้ที่สอดคล้องกับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลเท่านั้นเขาจึงจะเป็นคนดี นี่เป็นมาตรฐานหนึ่งเดียวที่จะวัดคนดีคนเลว ซึ่งเป็นที่ยอมรับในจักรวาล ท่านอย่าได้เห็นว่าสังคมมนุษย์เราเปลี่ยนแปลงไปมาก มาตรฐานศีลธรรมของมนุษย์ก็ตกต่ำลงมามาก ศีลธรรมของมนุษย์ตกต่ำลงทุกวัน ยึดถือเอาแต่ผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง แต่การเปลี่ยนแปลงของจักรวาลไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมจึงไม่สามารถใช้มาตรฐานของคนธรรมดาสามัญมากำหนด เมื่อคนธรรมดาสามัญบอกว่าเรื่องนี้ถูกต้อง ท่านก็ปฏิบัติตาม ทำเช่นนั้นไม่ได้ คนธรรมดาสามัญบอกว่าดีก็ไม่แน่ว่าจะดี คนธรรมดาสามัญบอกว่าผิดก็ไม่แน่ว่าจะผิดเสมอไป ในยุคที่มาตรฐานศีลธรรมได้บิดเบือนไป ใครทำเรื่องไม่ดี ท่านบอกเขาว่ากำลังทำเรื่องไม่ดี เขาก็ไม่เชื่อ การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม จึงต้องใช้มาตรฐานของคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลมาประเมิน จึงจะสามารถแยกแยะอะไรดีหรือชั่วอย่างแท้จริง
พิธีกว้านติ่ง
ในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมมีพิธีกรรมแบบหนึ่ง เรียกว่ากว้านติ่ง กว้านติ่งเป็นพิธีกรรมทางศาสนาอย่างหนึ่งของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมสายพุทธนิกายมี่จง จุดประสงค์คือผู้ที่ผ่านพิธีกว้านติ่งแล้ว คนๆ นี้จะไปเข้านิกายอื่นอีกไม่ได้ รับเขาเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของนิกายนี้แล้ว ปัจจุบันเรื่องแปลกอยู่ที่ตรงไหน ในการฝึกพลัง(กง)ก็ปรากฏมีพิธีทางศาสนาเช่นนี้ขึ้นมา สายเต๋าก็มีการทำพิธีกว้านติ่ง ไม่เฉพาะแต่นิกายมี่จงเท่านั้น ข้าพเจ้าบอกแล้วว่า ผู้ที่ใช้ชื่อมี่จงถ่ายทอดอยู่ในสังคมล้วนแล้วแต่เป็นของปลอม ทำไมจึงพูดเช่นนี้ เพราะว่านิกายถังมี่ได้หายสาบสูญไปจากประเทศจีนกว่า 1 พันปีมาแล้ว ไม่มีแล้ว ส่วนนิกายจ้างมี่เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านภาษา ไม่ได้เผยแพร่เข้ามาในเขตของชาวฮั่นอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเป็นนิกายลับ ต้องบำเพ็ญปฏิบัติในวัดอย่างลับๆ และต้องรับการสอนจากอาจารย์อย่างลับๆ อาจารย์จะนำเขาฝึกบำเพ็ญอย่างลับๆ ปฏิบัติไม่ได้ถึงจุดนี้ ก็จะไม่นำออกมาถ่ายทอดอย่างเด็ดขาด
คนจำนวนมากเดินทางไปทิเบตเพื่อฝึกพลัง(กง) ต้องไปไหว้ครูเพื่อเรียนวิชาจ้างมี่ ต่อไปจะได้เป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง) มีชื่อเสียงร่ำรวยเงินทอง พวกเราลองคิดดู พระลามะที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาที่แท้จริง ล้วนมีความสามารถพิเศษสูงมาก ท่านสามารถมองเห็นความในใจของผู้มาศึกษาพลัง(กง)ว่าในใจคิดอย่างไร เขามาเพื่ออะไร พอมองที่จิตใจก็จะเข้าใจแล้ว คิดจะมาศึกษาวิชาที่นี่ เพื่อไปเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง) หาชื่อเสียงและความร่ำรวย มาทำลายวิธีบำเพ็ญพุทธของสายนี้ วิชาการบำเพ็ญพุทธที่เข้มงวดเช่นนี้ จะอนุญาตให้ท่านนำไปใช้เพื่อเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง) เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทำลายตามอำเภอใจได้หรือ ท่านมีจุดมุ่งหมายอะไร ดังนั้นจะไม่มีวันถ่ายทอดให้เขา เขาจะไม่ได้รับการถ่ายทอดที่แท้จริง แน่นอน ที่นั่นมีวัดวาอารามอยู่มากมาย อาจจะได้สิ่งผิวเผินอะไรไปบ้าง หากว่าจิตใจของเขาไม่เที่ยงตรง ต้องการเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)แล้วประพฤติชั่ว ก็อาจจะถูกวิญญาณแปลกปลอมเข้าสิง สัตว์ที่เข้าสิงก็มีพลัง(กง) แต่ไม่ใช่จ้างมี่ ผู้ที่ไปทิเบตเพื่อแสวงหาหลักธรรมอย่างแท้จริง ไปแล้วอาจจะปักหลักอยู่ที่นั่นไม่ออกมาอีกเลย นี่คือคนที่บำเพ็ญจริง
ที่แปลก ปัจจุบันสายเต๋าหลายต่อหลายสำนักต่างก็พูดกันถึงพิธีกว้านติ่ง สายเต๋าจะสอนเกี่ยวกับการเดินชีพจร แล้วทำพิธีกว้านติ่งทำไม เท่าที่ข้าพเจ้าทราบ ขณะที่ข้าพเจ้าถ่ายทอดพลัง(กง)ทางภาคใต้ โดยเฉพาะที่มณฑลกวางตุ้งที่นั่นมีค่อนข้างมาก มีสำนักสิบกว่าแห่งที่สอนวิชาที่ยุ่งเหยิงได้พูดถึงการกว้านติ่ง ความหมายคืออะไร เมื่อเขาทำพิธีกว้านติ่งให้ท่านแล้ว ท่านก็คือลูกศิษย์ของเขา จะไปเรียนพลัง(กง)ของสำนักอื่นไม่ได้ หากไปศึกษาพลัง(กง)อื่นจะต้องถูกลงโทษ เขาทำเช่นนี้ มิเป็นลัทธิมารหรอกหรือ สิ่งที่เขาถ่ายทอดเป็นเพียงการรักษาโรคและเสริมสร้างสุขภาพ ผู้คนที่ไปเรียนต่างต้องการมีสุขภาพที่แข็งแรงเท่านั้น ทำเช่นนี้เพื่ออะไร มีคนกล่าวกันว่า เมื่อฝึกพลัง(กง)ของเขาก็ไปฝึกพลัง(กง)อื่นไม่ได้ เขาสามารถที่จะช่วยให้มนุษย์บรรลุมรรคผลได้หรือไม่ นี่เป็นการทำให้ผู้คนพลาดโอกาสและเสียอนาคต มีคนไม่น้อยที่ทำเช่นนี้
สายเต๋าไม่พูดถึงพิธีกรรมอันนี้ แต่ก็มีพิธีกว้านติ่งปรากฏออกมา ข้าพเจ้าพบว่าอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ที่ทำกว้านติ่งได้เก่งกาจ เสาหลักพลังกง(กงจู้)ของเขาสูงแค่ไหน ก็สูงไม่เกินตึก 2 - 3 ชั้น เป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ที่มีชื่อเสียง ข้าพเจ้าเห็นว่าพลัง(กง)ของเขาตกลงมาอย่างน่าสงสาร มีคนนับร้อยนับพันไปรอให้เขาทำพิธีกว้านติ่ง พลัง(กง)ของเขามีจำกัด สูงเพียงแค่นั้น พอไม่นานพลัง(กง)ก็ตกลงไป ไม่เหลืออีกเลย แล้วจะใช้อะไรทำกว้านติ่ง นั่นมิเป็นการหลอกลวงคนหรอกหรือ การทำกว้านติ่งที่แท้จริง ดูจากอีกมิติหนึ่งกระดูกของคนเราตั้งแต่หัวจรดเท้าจะเปลี่ยนเป็นดั่งหยกขาว คือใช้พลัง(กง)และสสารพลังงานสูงมาชำระร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)คนนี้สามารถจะทำถึงจุดนี้ได้หรือไม่ เขาทำไม่ได้ เขาทำอะไร แน่นอนไม่ใช่เป็นการทำพิธีทางศาสนาเสมอไป วัตถุประสงค์ก็คือศึกษาพลัง(กง)ของเขา ก็คือเป็นคนของเขา ท่านจะต้องเข้าร่วมศึกษาวิชาของเขา เป้าหมายก็เพื่อจะหาเงินจากท่าน หากใครไม่เรียนวิชาของเขา เขาก็จะหาเงินไม่ได้
ลูกศิษย์ของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ก็เหมือนกับลูกศิษย์ของสายพุทธอื่นๆ คืออาจารย์จะกว้านติ่งให้ท่านหลายครั้งโดยไม่ให้ท่านรู้ ผู้ที่มีความสามารถพิเศษอาจจะรู้ คนที่มีความรู้สึกไวก็จะรู้สึก เวลาหลับหรือเวลาอื่นๆ ก็อาจจะรู้สึก อยู่ๆ มีกระแสความร้อนไหลจากศีรษะลงมาทั่วร่างกาย วัตถุประสงค์ของการกว้านติ่งมิใช่เป็นการเพิ่มพูนพลัง(กง)ให้แก่ท่าน พลัง(กง)นั้นท่านต้องเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติได้มาเอง กว้านติ่งเป็นวิธีเสริมสร้างแบบหนึ่ง ก็คือการชำระร่างกายของท่านให้สะอาดเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง กว้านติ่งต้องทำกันหลายครั้ง ในแต่ละระดับชั้นล้วนต้องช่วยทำความสะอาดร่างกายให้แก่ท่าน เพราะการบำเพ็ญอยู่ที่ตัวเอง พลัง(กง)อยู่ที่อาจารย์ ดังนั้น เราจึงไม่มีการทำพิธีกว้านติ่ง
บางคนยังมีการทำพิธีไหว้ครู พูดมาถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าจะขอเล่าอะไรสักหน่อย มีคนจำนวนมากต้องการกราบไหว้ข้าพเจ้าเป็นอาจารย์ พวกเราในยุคปัจจุบันต่างจากยุคศักดินาของจีน คุกเข่าและโขกศีรษะก็ถือว่าเป็นการไหว้ครูหรือ เราไม่ประกอบพิธีกรรมเช่นนี้ พวกเราจำนวนมากที่มีความคิดเช่นนี้ ฉันโขกศีรษะจุดธูปไหว้พระ ในใจมีความศรัทธาหน่อยก็เกิดพลัง(กง) ข้าพเจ้าว่านี่เป็นเรื่องน่าขัน การฝึกพลัง(กง)ที่แท้จริงต้องอาศัยตัวเองไปบำเพ็ญ ขออะไรก็ไม่เกิดประโยชน์ ไม่ต้องไหว้พระ ไม่ต้องจุดธูป ขอเพียงปฏิบัติตามมาตรฐานของผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง พระพุทธเห็นท่านเข้าก็จะดีใจเป็นอย่างยิ่ง ท่านอยู่ข้างนอกทำแต่เรื่องไม่ดี ให้ท่านจุดธูปโขกศีรษะ พระพุทธเห็นท่านก็ทนไม่ได้ ไม่ใช่เหตุผลเช่นนี้หรือ การบำเพ็ญอย่างแท้จริงต้องอาศัยตัวเอง วันนี้ท่านโขกศีรษะไหว้คำนับอาจารย์แล้ว พอออกจากประตูไปก็ทำตามอำเภอใจตัวเอง แล้วจะมีประโยชน์อันใด พวกเราไม่เน้นพิธีกรรม เช่นนี้ ท่านยังอาจจะทำลายชื่อเสียงของข้าพเจ้าด้วย
เราให้สิ่งต่างๆ มากมายแก่พวกท่าน คนที่อยู่ขอเพียงแต่บำเพ็ญจริง ปฏิบัติตนอย่างเข้มงวดตามหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า) ข้าพเจ้าก็จะดูแลท่านดั่งลูกศิษย์ ขอเพียงท่านบำเพ็ญหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) เราก็จะดูแลท่านดั่งลูกศิษย์ หากท่านไม่คิดจะบำเพ็ญ เราก็หมดปัญญา ท่านไม่บำเพ็ญ ท่านขึ้นชื่อไว้มีประโยชน์อะไร ศิษย์รุ่นหนึ่ง ศิษย์รุ่นสอง ท่านเพียงแต่ฝึกการเคลื่อนไหวก็คือลูกศิษย์ของเราแล้วหรือ ท่านต้องบำเพ็ญปฏิบัติตามมาตรฐานจิต(ซินซิ่ง)ของเราอย่างแท้จริง จึงจะสามารถมีร่างกายที่แข็งแรง จึงจะสามารถบรรลุถึงระดับชั้นสูงอย่างแท้จริง ดังนั้นพวกเราไม่พูดถึงพิธีกรรมเหล่านี้ ขอเพียงท่านบำเพ็ญปฏิบัติ ก็คือลูกศิษย์ของเรา ธรรมกายของข้าพเจ้ารู้ทุกอย่าง ท่านคิดอะไรเขาก็รู้หมด และอะไรเขาก็ทำได้ทั้งนั้น ท่านไม่บำเพ็ญปฏิบัติเขาก็ไม่ดูแลท่าน ท่านบำเพ็ญปฏิบัติก็จะช่วยถึงที่สุด
ในบางวิชาผู้ที่ฝึกพลัง(กง)ยังไม่เคยพบเห็นอาจารย์ของตน เพียงแต่บอกให้หันหน้าและโขกศีรษะไปทางทิศใด จ่ายเงินสักกี่ร้อยเหรียญเป็นอันเสร็จพิธี นี่มิเท่ากับเป็นการหลอกลวงตัวเองและผู้อื่นหรอกหรือ และคนๆ นี้ก็ยังสมัครใจ หลังจากนั้นคนผู้นี้ก็จะปกป้องวิชาและอาจารย์คนนั้นขึ้นมา และบอกผู้อื่นไม่ให้ฝึกพลัง(กง)อื่น ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องน่าขัน บางคนยังทำพิธีลูบศีรษะ และก็ไม่ทราบว่าให้เขาลูบศีรษะแล้วจะบังเกิดผลอะไรขึ้นมา
ไม่เพียงแต่ใช้ชื่อของมี่จงถ่ายทอดพลัง(กง)จะเป็นของปลอมเท่านั้น การถ่ายทอดวิชาพลัง(กง)ที่แอบอ้างว่าเป็นของศาสนาพุทธก็เป็นของปลอมทั้งสิ้น พวกท่านลองคิดดู วิธีบำเพ็ญปฏิบัติของศาสนาพุทธนับหลายพันปียังคงมีรูปแบบเช่นนั้น ถ้าใครไปเปลี่ยนแปลงแล้วยังจะเป็นศาสนาพุทธอีกหรือ วิธีบำเพ็ญปฏิบัติธรรมคือการบำเพ็ญพุทธอย่างเข้มงวด และยังเป็นสิ่งที่ลึกล้ำมหัศจรรย์มากๆ เปลี่ยนแปลงแม้เพียงนิดเดียวก็จะยุ่งเหยิงสับสน เพราะว่าการแปรผันของพลัง(กง)เป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนมากๆ ความรู้สึกของคนไม่ใช่อะไรทั้งนั้น อาศัยความรู้สึกมาบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไม่ได้ พิธีกรรมทางศาสนาของพระสงฆ์ก็คือวิธีบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ถ้าเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่วิชาของสายนั้นอีกแล้ว แต่ละวิชาจะมีผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงคอยดูแล แต่ละวิชาก็มีผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงบำเพ็ญสำเร็จได้มากมาย ใครก็ไม่กล้าไปเปลี่ยนแปลงวิธีบำเพ็ญปฏิบัติของวิชานั้นๆ ตามอำเภอใจ แล้วอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)เล็กๆ จะมีบารมีและอานุภาพอะไรจึงกล้าลบหลู่เจ้าของวิชา ด้วยการเปลี่ยนแปลงวิชาการบำเพ็ญสายพุทธ ถ้าหากสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ยังจะเป็นวิชาสายนั้นอีกหรือ ถ้าหากเป็นพลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมก็จะสามารถแยกแยะออกมาได้
เสวียนกวานเซ่อเว่ย( เสวียนกวานตั้งจุด )
เสวียนกวานเซ่อเว่ย(เสวียนกวานตั้งจุด) ก็เรียกว่า เสวียนกวานอี้เชี่ยว ในตำรา ตานจิง เต้าจ้าง ซิ่งมิ่งกุยจื่อ อาจจะตรวจพบคำนี้ ถ้าเช่นนั้นมันคืออะไร อาจารย์ชี่กงมากมายก็อธิบายไม่ถูก เพราะว่าส่วนใหญ่อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)อยู่ในระดับชั้นที่มองไม่เห็น และไม่อนุญาตให้เขามองเห็น ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมคิดจะเห็นมัน จะต้องอยู่ในระดับชั้นที่สูงกว่าปัญญาจักษุ(ฮุ่ยเอี่ยนทง) จึงจะสามารถมองเห็น อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ทั่วไปยังไม่บรรลุถึงระดับชั้นนี้ จึงมองไม่เห็น ตั้งแต่โบราณมาในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ได้มีการค้นคว้าศึกษาว่าอะไรคือเสวียนกวานอี้เชี่ยว อยู่ตรงไหน ตั้งจุดอย่างไร ท่านไปดูจากตำรา ตานจิง เต้าจ้าง ซิ่งมิ่งกุยจื่อ เขาก็พูดวกวนไปมาแค่ทฤษฎี ไม่ได้พูดความจริงกับท่าน พูดไปพูดมา ให้ท่านฟังจนสับสน พูดไม่กระจ่าง เพราะว่าสิ่งที่เป็นจริงจะให้คนธรรมดาสามัญรู้ไม่ได้
นอกจากนี้ข้าพเจ้าขอบอกกับทุกท่าน เพราะท่านคือสานุศิษย์ของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) ข้าพเจ้าจึงพูดกับพวกท่านเช่นนี้ อย่าได้ไปอ่านหนังสือพลังลมปราณ(ชี่กง)ที่สับสนเหล่านั้นเป็นอันขาด ไม่ใช่หนังสือตำราโบราณที่กล่าวไว้ข้างต้น ข้าพเจ้าหมายถึงหนังสือพลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมที่คนสมัยนี้เขียนกันขึ้นมา ท่านอย่าไปเปิดดูเลย ในสมองของท่านหากมีความคิดออกมาเพียงว่า โอ้โฮ คำพูดนี้มีเหตุผล ความคิดเพียงแวบเดียวนี้ วิญญาณแปลกปลอมที่อยู่ในหนังสือก็จะเข้าสิง ส่วนใหญ่ถูกวิญญาณแปลกปลอมบงการ ควบคุมจิตของคนที่ฝักใฝ่ในชื่อเสียงและผลประโยชน์ให้เขียนออกมา หนังสือชี่กงปลอมมีอยู่มากมายทีเดียว คนส่วนใหญ่ไม่รับผิดชอบ วิญญาณแปลกปลอมบางตัว เรื่องเลอะเทอะอะไรเขาก็เขียน แม้แต่หนังสือโบราณไม่กี่เล่มที่กล่าวข้างต้น หรือหนังสือโบราณอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั่วไป ทางที่ดีอย่าได้ไปอ่าน ตรงนี้คือหลักการของความแน่วแน่หนึ่งเดียว
ผู้นำสถาบันพลังลมปราณ(ชี่กง)จีนท่านหนึ่งได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังเรื่องหนึ่ง ยังความขบขันให้ข้าพเจ้าอย่างมาก เล่าว่าที่ปักกิ่งมีชายผู้หนึ่ง ชอบไปฟังการบรรยายพลังลมปราณ(ชี่กง)อยู่เสมอ ฟังไปฟังมา เวลานานเข้า เขารู้สึกว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)ก็คือของเล่น เพราะว่าล้วนอยู่ในระดับเดียวกันทั้งหมด ล้วนพูดแต่เรื่องเหล่านี้ เขาเหมือนกับอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมทั้งหลาย คิดว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)มีความหมายเพียงเท่านั้น ถ้าเช่นนั้น เขาก็คิดจะเขียนหนังสือพลังลมปราณ(ชี่กง) ทุกท่านลองคิดดู ผู้ที่ไม่เคยฝึกพลัง(กง)เขียนตำราพลังลมปราณ(ชี่กง) ปัจจุบันนี้หนังสือพลังลมปราณ(ชี่กง)ก็คือท่านลอกเขา เขาลอกท่าน เขาเขียนไปเขียนมา เขียนถึงเรื่องของเสวียนกวานก็เขียนต่อไปไม่ได้ จะมีใครเข้าใจเรื่องของเสวียนกวาน อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)จริงมีไม่กี่คนที่เข้าใจ เขาจึงไปถามอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมท่านหนึ่ง เขาเองก็ไม่ทราบว่าเป็นอาจารย์ปลอม เพราะเขาไม่รู้เรื่องพลังลมปราณ(ชี่กง)อยู่แล้ว แต่ว่าอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมคิดว่าหากถูกคนเขาถามจนตอบไม่ได้ คนมิรู้ว่าเขาเป็นอาจารย์ปลอมหรอกหรือ ดังนั้นเขาจึงกล้าพูดพล่อยๆ ว่า เสวียนกวานอี้เชี่ยวอยู่ที่ปลายท่อปัสสาวะ ฟังแล้วน่าขันมาก ท่านอย่าเพิ่งหัวเราะ หนังสือเล่มนี้ได้ออกมาวางตลาดแล้ว ก็หมายถึงว่า หนังสือพลังลมปราณ(ชี่กง)ของพวกเราในปัจจุบันล้วนน่าขบขันถึงระดับนี้แล้ว ท่านว่าท่านอ่านสิ่งเหล่านี้มีประโยชน์อะไร ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะทำลายคน
อะไรเรียกว่าเสวียนกวานเซ่อเว่ย(เสวียนกวานตั้งจุด) ในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในภพของมนุษย์ เมื่อเวลาบำเพ็ญปฏิบัติจนบรรลุระดับชั้นกลางขึ้นไป ก็คือเมื่อบำเพ็ญปฏิบัติอยู่ในระดับสูงของหลักธรรมในภพ คนก็จะเริ่มกำเนิดกายทิพย์(เหวียนอิง) กายทิพย์(เหวียนอิง) กับกุมาร(อิงฮ๋าย) ที่เราพูดถึงเป็นคนละเรื่องกัน กุมาร(อิงฮ๋าย)เล็กมาก ชอบกระโดดโลดเต้น ซุกซนมาก กายทิพย์(เหวียนอิง)ไม่เคลื่อนไหว จิตหลัก(เหวียนเสิน)จะไม่ไปควบคุมเขา เขานั่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน สองมือประสานนั่งขัดสมาธิบนฐานดอกบัว กายทิพย์(เหวียนอิง)กำเนิดขึ้นมาจากตรงบริเวณท้องน้อย(ตานเถียน) ภายใต้จุลทรรศน์ขนาดที่เล็กยิ่งกว่าปลายเข็มก็สามารถมองเห็นเขาได้
อีกปัญหาหนึ่งที่จะอธิบายก็คือ ท้องน้อย(ตานเถียน)ที่แท้จริงมีอยู่เพียงจุดเดียว ซึ่งอยู่บริเวณท้องน้อย สูงจากฮุ่ยอินเซี่ยภายในร่างกายของคน ต่ำจากท้องน้อยลงมา ณ บริเวณนี้ เรียกว่าตานเถียน พลัง(กง)ต่างๆ ความสามารถพิเศษมากมาย ศาสตร์ต่างๆ ธรรมกาย(ฝ่าเซิน) กายทิพย์(เหวียนอิง) กุมาร(อิงฮ๋าย) และสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมาย ต่างกำเนิดจากบริเวณนี้ทั้งนั้น
ที่ผ่านมาผู้บำเพ็ญเต๋าบางคนพูดถึงตานเถียนบน ตานเถียนกลาง ตานเถียนล่าง ข้าพเจ้าว่าไม่ถูกต้อง บางคนกล่าวว่าอาจารย์ของเขาได้ถ่ายทอดมาหลายชั่วอายุคน และในตำราก็เขียนไว้อย่างนี้ ข้าพเจ้าขอบอกกับท่าน สิ่งเลอะเทอะเหล่านี้ก็มีเขียนไว้ในตำราโบราณ อย่าเห็นว่าสืบทอดกันมาหลายปี ไม่แน่ว่าจะถูกต้องเสมอไป วิชาสายย่อยในภพมีการถ่ายทอดอยู่ในคนธรรมดาสามัญตลอดมา แต่ว่าเขาบำเพ็ญไม่สำเร็จ อะไรก็ไม่ใช่ เขาเรียกมันว่าตานเถียนบน ตานเถียนกลาง ตานเถียนล่าง ความหมายของเขาก็คือจุดที่สามารถกำเนิดตาน ก็คือตานเถียน นี่ไม่ใช่เรื่องน่าขบขันหรอกหรือ เมื่อคนรวบรวมความนึกคิดไปที่จุดๆ หนึ่ง เวลานานเข้า ก็สามารถก่อเกิดเป็นกลุ่มพลังงาน รวมตัวเป็นตาน หากไม่เชื่อ ท่านลองรวบรวมความนึกคิดไปอยู่ที่ต้นแขนนานๆ เวลานานเข้าก็จะรวมตัวเป็นตาน ดังนั้นมีคนเห็นเหตุการณ์เช่นนี้จึงพูดว่า ตานเถียนมีอยู่ทุกแห่งหน ฟังแล้วยิ่งน่าขัน ที่เขาเข้าใจการผนึกตานก็คือตานเถียน ความจริงแล้วมันคือ ตาน แต่ไม่ใช่ เถียน ท่านพูดว่าไม่มีที่ใดไม่มี ตาน หรือว่า ตานบน ตานกลาง ตานล่าง จะพูดเช่นนี้ก็ได้ แต่จุดที่สามารถกำเนิดหลักธรรมมากมายมีเพียงจุดเดียว ก็คือจุดตรงท้องน้อย ดังนั้นคำพูดที่ว่าตานเถียนบน ตานเถียนกลาง ตานเถียนล่าง เป็นการพูดที่ผิด ความนึกคิดของเรารวมอยู่ที่จุดใด เวลานานเข้าก็จะรวมตัวเป็นตาน
กายทิพย์(เหวียนอิง) กำเนิดจากจุดตานเถียน ณ บริเวณท้องน้อย ค่อยๆ เติบโตขึ้น เมื่อโตจนได้ขนาดเท่าลูกปิงปอง ลักษณะทุกส่วนของร่างกายจะมองเห็นได้ชัดเจน จมูก ดวงตาก็เป็นรูปร่างขึ้นมาแล้ว ในเวลาเดียวกับที่มีขนาดโตเท่าลูกปิงปอง ข้างกายของเขาจะมีฟองอากาศกลมๆ งอกออกมา และจะเติบโตพร้อมไปกับกายทิพย์(เหวียนอิง) เมื่อกายทิพย์(เหวียนอิง)โตได้ขนาด 4 นิ้ว ก็จะมีกลีบดอกบัวปรากฏออกมาหนึ่งกลีบ เมื่อได้ขนาดสูง 5 6 นิ้ว กลีบดอกบัวก็เจริญงอกงามเต็มที่ ดอกบัวหนึ่งชั้นจะปรากฏออกมา กายทิพย์ทอแสงสีทองเจิดจ้านั่งอยู่กลางดอกบัวสีทอง สวยงามมาก นั่นก็คือร่างวชิระ(จินกัง)ที่ไม่เสื่อมสลาย สายพุทธเรียกว่าร่างพระพุทธ สายเต๋าเรียกว่ากายทิพย์(เหวียนอิง)
วิชาของเราต้องบำเพ็ญปฏิบัติทั้งร่างแท้และร่างพุทธ ร่างแท้(เปิ๋นถี่)ก็ต้องแปรเปลี่ยน ทุกท่านคงทราบ ร่างพระพุทธนั้นจะปรากฏอยู่ในคนธรรมดาสามัญไม่ได้ ถ้าเพ่งก็อาจจะเห็นรูปลักษณ์ลางๆ ถ้ามองด้วยสายตาของคนธรรมดาสามัญก็จะเห็นเป็นเงาแสง และร่างกายนี้หลังจากผ่านการเปลี่ยนแปลง อยู่ในสังคมมนุษย์ก็จะเหมือนกับคนธรรมดาสามัญ คนธรรมดาสามัญจะดูไม่ออก แต่เขาสามารถทะลวงมิติได้ เมื่อกายทิพย์(เหวียนอิง)โตได้ขนาด 4 5 นิ้ว ฟองอากาศก็จะโตขนาดเท่ากัน มันเหมือนลูกโป่ง มีลักษณะโปร่งใส กายทิพย์(เหวียนอิง)จะนั่งขัดสมาธิโดยไม่เคลื่อนไหว เมื่อโตถึงขนาดนี้ ฟองอากาศนี้ก็จะออกจากจุดตานเถียน มันเติบโตเต็มที่ เหมือนแตงที่สุกงอมหลุดจากขั้ว ดังนั้นก็จะเคลื่อนสูงขึ้น ขั้นตอนการเคลื่อนสู่เบื้องบนจะเชื่องช้ามาก แต่ว่าแต่ละวันจะสามารถมองเห็นมันเคลื่อนไหว ค่อยๆ เคลื่อนขึ้นสู่เบื้องบน ถ้าพวกเราสังเกตดีๆ ก็จะรู้สึกถึงการคงอยู่ของมัน
เมื่อเคลื่อนขึ้นมาถึงตำแหน่งจุดส่านจง มันก็จะพักอยู่ตรงจุดนี้ระยะหนึ่ง เพราะว่าสิ่งสุดยอดในร่างกายคน หลายสิ่งหลายอย่าง(หัวใจก็อยู่ตรงนี้)จะก่อเกิดเป็นระบบหนึ่งอยู่ภายในฟองอากาศนี้ สิ่งสุดยอดเข้าไปหล่อเลี้ยงภายในฟองอากาศ ผ่านไประยะหนึ่ง มันก็จะเริ่มเคลื่อนขึ้นไปอีก เมื่อขึ้นมาถึงบริเวณลำคอ จะรู้สึกหายใจอึดอัด ราวกับว่าเส้นเลือดตีบตัน บวมเป่งอย่างทรมาน แต่เพียงวันสองวันก็จะผ่านพ้นไป มันก็จะขึ้นถึงศีรษะแล้ว เราเรียกว่าขึ้นสู่หนีหวาน พูดถึงการขึ้นสู่หนีหวาน ที่จริงมันใหญ่เท่ากับสมองของท่าน ท่านจะรู้สึกว่าสมองเป่งบวม เพราะว่าจุดหนีหวานเป็นจุดสำคัญของชีวิตคน มันก็จะก่อเกิดสิ่งสุดยอดอยู่ภายใน ต่อจากนั้นมันก็จะเบียดออกมาสู่ภายนอกจากช่องทางตาทิพย์ เป็นความรู้สึกที่ทรมานมาก เป่งบวมจนตาทิพย์ปวดมาก จุดไท่หยางเซี่ยก็จะบวม ตาก็โหลเข้าไปข้างใน จนกระทั่งมันเบียดออกมา และแขวนอยู่ตรงบริเวณหน้าผาก นี่จึงเรียกว่าเสวียนกวานเซ่อเว่ย(เสวียนกวานตั้งจุด) และจะแขวนอยู่บริเวณนี้
ผู้ที่ตาทิพย์เปิดแล้ว เมื่อถึงเวลานี้จะมองไม่เห็น เพราะว่าการบำเพ็ญปฏิบัติของสายพุทธและเต๋า เพื่อให้สิ่งที่อยู่ภายในของเสวียนกวานก่อเกิดเร็วไว ประตูนั้นจะไม่เปิด ด้านหน้ามีประตูใหญ่ 2 บาน ด้านหลังมี 2 บาน จะปิดหมด เหมือนช่องประตูของจัตุรัสเทียนอันเหมินที่ปักกิ่ง มีประตูใหญ่ 2 บานทั้งสองด้าน เพื่อให้เสวียนกวานก่อเกิดได้เร็วขึ้นและสมบรูณ์ ดังนั้นถ้าไม่มีเหตุการณ์พิเศษประตูจะไม่เปิด สิ่งที่ตาทิพย์มองเห็น เมื่อถึงจุดนี้ก็จะมองไม่เห็น ไม่ให้เห็น การที่เสวียนกวานแขวนอยู่ตรงนี้มีจุดมุ่งหมายอะไร เพราะว่าชีพจรนับร้อยในร่างกายเราจะมาบรรจบ ณ จุดนี้ ฉะนั้นในเวลานี้ชีพจรนับร้อยต้องวนผ่านเข้าไปในเสวียนกวานหนึ่งรอบ ต้องผ่านเสวียนกวานทั้งหมด จุดมุ่งหมายก็เพื่อเสริมสร้างพื้นฐาน และก่อให้เกิดเป็นสิ่งที่เป็นระบบหนึ่งภายในเสวียนกวาน เพราะว่าร่างกายมนุษย์ก็คือจักรวาลเล็ก มันจะก่อเกิดเป็นโลกเล็กๆ ใบหนึ่ง สิ่งสุดยอดทั้งหมดในร่างกายมนุษย์ล้วนก่อเกิดจากภายในนั้น แต่มันเป็นเพียงสิ่งประกอบชุดหนึ่ง ซึ่งยังไม่สามารถที่จะใช้งานได้อย่างครบถ้วน
ส่วนการบำเพ็ญปฏิบัติของพลัง(กง)สายพิสดาร(ฉีเหมิน) เสวียนกวานจะเปิดอยู่ เวลาเสวียนกวานพุ่งออกมา จะเป็นท่อตรง แล้วจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกลม ดังนั้นประตูทั้งสองด้านจะเปิด เพราะว่าพลัง(กง)สายพิสดาร (ฉีเหมิน)ไม่บำเพ็ญพุทธและไม่บำเพ็ญเต๋า จะต้องคอยปกป้องตนเอง สายพุทธและสายเต๋ามีอาจารย์อยู่มากมาย ล้วนสามารถคุ้มครองท่าน ไม่จําเป็นให้ท่านเห็น และจะไม่เกิดปัญหา แต่สำหรับพลัง(กง)สายพิสดาร(ฉีเหมิน)นั้นทำไม่ได้ เขาจะต้องปกป้องตัวเอง ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องรักษาความสามารถมองเห็น แต่ในเวลานั้นตาทิพย์มองสิ่งของ ก็จะเหมือนมองผ่านกล้องส่องทางไกล หลังจากก่อเกิดสิ่งที่เป็นระบบแล้ว ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนมันก็จะเริ่มกลับไป หลังจากกลับเข้าไปในศีรษะแล้ว เราเรียกว่าเสวียนกวานเปลี่ยนที่
เวลากลับเข้าไปก็จะเป่งบวมอย่างทรมาน จากนั้นก็เบียดตัวออกมาจากจุดหวี้เจิ่นเซี่ยของคน ความรู้สึกที่เบียดออกมาก็ทรมานมาก เสมือนว่าศีรษะจะแตกแยกออกจากกัน ครู่เดียวก็ออกมาแล้ว เมื่อมันออกมาก็จะรู้สึกโล่งสบายทันที หลังจากออกมาแล้ว มันจะแขวนอยู่ในมิติที่ลึกมากๆ อยู่ในรูปลักษณ์ของร่างกายในมิติที่ลึกมากๆ นั้น ดังนั้นเวลานอนก็ไม่กดทับถูกมัน แต่มีอยู่จุดหนึ่ง ในขณะที่เสวียนกวานตั้งจุดครั้งแรกนัยน์ตาจะมีความรู้สึก แม้ว่ามันจะอยู่ในอีกมิติหนึ่ง มักจะรู้สึกว่าข้างหน้าดวงตาจะมัวไม่ชัดเจน เหมือนกับมีอะไรมาบดบัง ไม่ค่อยสบายนัก เพราะว่าจุดหวี้เจิ่นเซี่ยเป็นด่านสำคัญด่านหนึ่ง ที่ด้านหลังก็ต้องก่อเกิดสิ่งที่เป็นระบบหนึ่ง แล้วมันก็จะเริ่มกลับไปอีก เสวียนกวานอี้เชี่ยว(การเคลื่อนของเสวียนกวานหนึ่งจุดทวาร) ที่จริงไม่ใช่เพียงจุดทวารหนึ่งจุด มันจะเปลี่ยนตำแหน่งหลายครั้ง เมื่อเคลื่อนกลับไปถึงจุดหนีหวานแล้วก็จะเริ่มเคลื่อนลงข้างล่าง เคลื่อนต่ำลงจากภายในร่างกาย จนถึงจุดมิ่งเหมินเซี่ย จากจุดมิ่งเหมินเซี่ยก็จะพุ่งออกมาอีก
จุดมิ่งเหมินเซี่ย(จุดประตูชีวิต)ของคน เป็นจุดทวารที่สำคัญมากจุดหนึ่ง สายเต๋าเรียกว่าทวาร(เชี่ยว) เราเรียกว่าด่าน(กวาน) เป็นด่านใหญ่ที่สำคัญมาก เป็นประตูเหล็กจริงๆ ประตูเหล็กที่นับชั้นไม่ถ้วน พวกเราคงทราบกันดีว่าร่างกายเป็นชั้นๆ เซลล์ในร่างกายของเราจัดเป็นหนึ่งชั้น โมเลกุลข้างในเป็นหนึ่งชั้น อะตอม โปรตอน อิเล็กตรอน เล็กมากๆ เล็กมากๆ เล็กจนถึงอนุภาคที่เล็กที่สุด แต่ละด้านจะมีประตูอยู่ชั้นหนึ่ง ดังนั้นจะมีความสามารถพิเศษต่างๆ ศาสตร์มากมาย ล้วนถูกปิดไว้อยู่ภายในประตูแต่ละชั้น หลักพลัง(กง)อื่นๆ เวลาฝึกตาน ขณะที่ตานจะระเบิดออกมานั้น ก่อนอื่นจะต้องระเบิดจุดมิ่งเหมินให้เปิดออก หากไม่เปิดออก ความสามารถพิเศษก็ปล่อยออกมาไม่ได้ เสวียนกวานเมื่อก่อเกิดสิ่งที่เป็นระบบ ณ จุดมิ่งเหมินแล้ว มันก็จะกลับเข้าไปอีก หลังจากกลับเข้าไปแล้วก็เริ่มเคลื่อนกลับเข้าที่บริเวณท้องน้อย เรียกว่าเสวียนกวานกลับที่
หลังจากกลับเข้าที่แล้ว ไม่ใช่กลับไปยังจุดเดิม ในเวลานั้นกายทิพย์(เหวียนอิง)โตขึ้นมากแล้ว ฟองอากาศก็จะคลุมอยู่บนกายทิพย์(เหวียนอิง) ห่อหุ้มกายทิพย์(เหวียนอิง)เอาไว้ และเติบโตพร้อมๆ กันไป กายทิพย์(เหวียนอิง)ในสายเต๋า โดยทั่วไปเมื่อเติบโตเท่าเด็กอายุ 6 7 ขวบ ก็จะให้เขาออกจากร่างได้ เรียกว่ากายทิพย์(เหวียนอิง)จุติ โดยให้จิตหลัก(เหวียนเสิน)ของคนเป็นผู้ควบคุมเขา เขาก็สามารถออกมาเคลื่อนไหวได้ ร่างกายของคนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่เคลื่อนไหว แต่จิตหลัก(เหวียนเสิน)จะออกมา โดยทั่วไปสายพุทธเมื่อกายทิพย์(เหวียนอิง)บำเพ็ญปฏิบัติจนมีขนาดโตเท่ากับตัวเขาเองก็จะไม่มีอันตรายแล้ว โดยปกติแล้วเมื่อถึงเวลานี้ก็จะอนุญาตให้ออกจากร่างได้ ออกจากร่างกายได้ ออกมาได้ เมื่อถึงเวลานั้น กายทิพย์(เหวียนอิง)ก็เติบโตเท่ากับตัวเขาเองแล้ว ครอบ(เจ้า)ก็ใหญ่ตามด้วย ครอบ(เจ้า)นั้นก็จะขยายใหญ่ขึ้นจนล้นออกมานอกร่างกาย ซึ่งก็คือเสวียนกวานนั่นเอง เพราะกายทิพย์(เหวียนอิง)เติบโตขนาดนี้แล้ว แน่นอนมันก็ต้องขยายออกมานอกร่างกาย
ทุกท่านอาจเคยเห็นพระพุทธรูปในวัด เห็นพระพุทธมักจะอยู่ภายในวงกลม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปวาดของพระพุทธ มักจะมีวงหนึ่งวง ข้างในมีพระพุทธนั่งอยู่ รูปพระพุทธส่วนใหญ่ล้วนเป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะรูปวาดพระพุทธในวัดเก่าแก่เป็นอย่างนี้ทั้งหมด ทำไมถึงนั่งอยู่ภายในวง ไม่มีใครอธิบายได้ถ่องแท้ ข้าพเจ้าขอบอกกับทุกท่าน นั่นก็คือเสวียนกวาน แต่เวลานี้เราไม่เรียกว่าเสวียนกวาน เรียกว่าโลก แต่ยังไม่สามารถเรียกว่าโลกอย่างแท้จริง เพราะมันเป็นเพียงสิ่งประกอบระบบหนึ่ง เช่นเดียวกับโรงงานของเรามีสิ่งประกอบอุปกรณ์ ยังไม่สามารถทำการผลิตได้ จะต้องมีพลังงาน มีวัตถุดิบแล้วจึงจะสามารถผลิตได้ หลายปีมานี้มีผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมมากมายกล่าวว่า ฉันมีพลัง(กง)สูงกว่าพระโพธิสัตว์ ฉันมีพลัง(กง)สูงกว่าพระพุทธ คนอื่นฟังแล้วรู้สึกพิศวงมาก ที่จริงไม่พิศวงแม้แต่น้อย อันที่จริงพลัง(กง)จำต้องฝึกให้สูงมากในภพเสียก่อน
แล้วเพราะเหตุใดจึงมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น บำเพ็ญสำเร็จแล้วจะมีพลัง(กง)สูงมากกว่าพระพุทธอีกหรือ จะเข้าใจกันอย่างผิวเผินเช่นนี้ไม่ได้ พลัง(กง)ของเขาสูงจริงๆ เพราะว่าหลังจากเขาได้บำเพ็ญปฏิบัติจนถึงระดับสูงมากๆ เมื่อถึงเวลาที่พลัง(กง)เขาเปิด เกิดการรู้แจ้ง(อู้) พลัง(กง)นั้นสูงมากจริงๆ ในชั่วพริบตาก่อนวันที่พลัง(กง)และการรู้แจ้ง(อู้)ของเขาจะเปิด เขาต้องตัดทอนพลัง(กง)ของตัวเองลง 8 ใน 10 ส่วน แม้กระทั่งมาตรฐานจิต(ซินซิ่ง)ของเขาก็ต้องตัดลงมาด้วย เพื่อใช้พลังงานส่วนนี้ไปเสริมสร้างโลกของเขาให้สมบูรณ์ โลกของตัวเขาเอง ทุกท่านคงทราบพลัง(กง)ของผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรวมเข้ากับมาตรฐานจิต(ซินซิ่ง) เป็นการทนทุกข์ทรมานต่างๆ นานา มาตลอดชีวิตของคน ฝึกฝนอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก บำเพ็ญปฏิบัติจนได้มา ดังนั้นมันจึงมีค่ายิ่งนัก นำเอาสิ่งที่มีค่าสูงส่ง 8 ใน 10 ส่วนออกมาเสริมสร้างโลกของเขาให้สมบูรณ์ ฉะนั้นในอนาคตเมื่อเขาบำเพ็ญปฏิบัติสำเร็จ คิดอยากได้สิ่งใดยื่นมือออกไปก็จะได้สิ่งนั้นมาทันที ต้องการอะไรก็จะได้อย่างนั้น คิดจะทำอะไรก็ทำได้ ภายในโลกของเขามีทุกอย่าง นี่คืออานุภาพของเขา ที่บำเพ็ญออกมาผ่านการทนทุกข์
พลังงานของเขานี้สามารถจะแปรเปลี่ยนสิ่งใดก็ได้ตามความพอใจ ดังนั้นพระพุทธคิดอยากได้อะไร อยากกินอะไร อยากทำอะไร มีพร้อมทุกสิ่ง นี่คือสิ่งที่เขาได้มาจากการบำเพ็ญด้วยตนเอง ก็คือตำแหน่งพระพุทธ ไม่มีสิ่งนี้เขาก็บำเพ็ญไม่สำเร็จ ในเวลานี้ สามารถกล่าวได้ว่าเป็นโลกของตัวเอง และเขาเหลือพลัง(กง)เพียง 2 ใน 10 ส่วนที่จะบรรลุมรรคผลและได้หลักธรรม แม้ว่าจะเหลือเพียง 2 ใน 10 ส่วน แต่ร่างกายของเขาไม่ถูกปิดกั้น จะนำร่างกายหรือไม่นำร่างกายไปก็ได้ แต่ร่างกายของเขาได้ถูกแปรเปลี่ยนด้วยสสารพลังงานสูงแล้ว ถึงเวลานั้นเขามีอิทธิฤทธิ์มากมาย อานุภาพมหาศาล ในขณะที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรมท่ามกลางคนธรรมดาสามัญมักจะถูกปิดกั้นเอาไว้ ไม่มีความสามารถมากมายเช่นนั้น มีพลัง(กง)สูงส่งเพียงใดก็ต้องถูกควบคุม เวลานี้ไม่เหมือนกันแล้ว
บทที่1 บทที่2 บทที่3 บทที่4 บทที่5 บทที่6 บทที่7 บทที่8 บทที่9 อธิบายศัพท์