จ้วนฝ่าหลุน
โดยอาจารย์หลี่ หงจื้อ


บทที่ 3

ทุกคนเป็นสานุศิษย์

พวกเราทราบไหมว่าข้าพเจ้าได้ทำเรื่องอะไรไปแล้ว ข้าพเจ้าถือว่าผู้ฝึกทุกคนเป็นสานุศิษย์ รวมถึงผู้ที่เรียนด้วยตนเองที่สามารถบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง การชี้นำคนไปสู่การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในระดับสูงจำเป็นต้องทำเช่นนี้ มิฉะนั้นเท่ากับไม่รับผิดชอบ ทำอะไรตามอำเภอใจ ข้าพเจ้าให้อะไรต่างๆ มากมายแก่พวกท่าน สอนให้พวกท่านเข้าใจถึงกฎที่คนทั่วไปไม่ควรทราบ ข้าพเจ้าถ่ายทอดหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)ให้แก่ท่าน ยังต้องให้สิ่งต่างๆ แก่ท่านอีกมากมาย ต้องช่วยชำระร่างกายให้แก่ท่าน และยังเกี่ยวโยงถึงปัญหาอื่นๆ เพราะฉะนั้นไม่ดูแลพวกท่านเสมือนสานุศิษย์ไม่ได้ การเปิดเผยความลับของสวรรค์อย่างมากมายให้คนธรรมดาสามัญรู้ง่ายๆ เป็นเรื่องที่ไม่อนุญาต แต่มีสิ่งหนึ่ง ยุคสมัยได้เปลี่ยนไป เราไม่ต้องมีพิธีรีตองโขกศีรษะคำนับตามแบบโบราณกันอีกแล้ว พิธีเหล่านั้นไม่เกิดประโยชน์อันใด เหมือนทำพิธีทางศาสนา พวกเราไม่ทำสิ่งเหล่านี้ เพราะแม้ท่านจะโขกศีรษะผ่านพิธีไหว้ครูแล้ว พอพ้นจากประตูท่านก็ทำตามความพอใจของท่าน ใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาสามัญ คิดจะทำอะไรก็ยังคงทำอย่างนั้น ยังคงแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเพื่อชื่อเสียง เงินทอง แล้วจะมีประโยชน์อะไร ท่านอาจจะเอาชื่อของข้าพเจ้าไปแอบอ้าง นำความเสื่อมเสียมาสู่หลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)อีกด้วย

การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริงล้วนเป็นการบำเพ็ญด้านจิตใจของท่าน ขอเพียงท่านสามารถบำเพ็ญ ยืนหยัดแน่วแน่บำเพ็ญต่อไป เราก็จะดูแลท่านเสมือนลูกศิษย์ ไม่ทำเช่นนี้ไม่ได้ แต่มีบางคน เขาไม่แน่ว่าจะสามารถปฏิบัติตนเหมือนกับผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง บางคนไม่สามารถทำเช่นนี้ แต่คนส่วนใหญ่จะสามารถบำเพ็ญปฏิบัติธรรมด้วยความแน่วแน่จริงจัง ขอเพียงท่านยึดมั่นในการบำเพ็ญต่อไป เราก็จะดูแลท่านเสมือนลูกศิษย์

วันๆ ท่านเอาแต่ฝึกการเคลื่อนไหวไม่กี่ชุด ก็ถือเป็นลูกศิษย์ของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)แล้วหรือ ไม่แน่เสมอไป เพราะว่าการฝึกบำเพ็ญปฏิบัติที่แท้จริง ต้องปฏิบัติได้มาตรฐานของการบำเพ็ญจิต(ซินซิ่ง)ที่เราได้ชี้แนะไว้ จะต้องยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ของตนเอง จึงจะเป็นการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ท่านฝึกการเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว ไม่ยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้น จะไม่มีพลังงานแรงกล้ามาช่วยเสริมสร้าง ไม่อาจถือว่าเป็นการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม เราก็ไม่สามารถรับท่านเป็นสานุศิษย์ของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) หากท่านทำตัวเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ถึงแม้ท่านจะฝึกพลัง(กง) โดยท่านไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) ไม่ยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ของท่าน ยังคงทำตามอำเภอใจ ท่านอาจประสบกับความยุ่งยากต่างๆ ดีไม่ดีท่านอาจกล่าวหาว่า ฝึกหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเราจนทำให้ท่านเพี้ยนไป สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นท่านจะต้องปฏิบัติให้ได้มาตรฐานจิต(ซินซิ่ง)ที่เราได้ชี้แนะไว้ ท่านจึงจะเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ข้าพเจ้าก็ได้อธิบายกับพวกท่านอย่างชัดแจ้งแล้ว ฉะนั้นทุกท่านไม่จำเป็นต้องจัดพิธีไหว้ครูต่างๆ ให้กับข้าพเจ้า ขอเพียงให้ทุกท่านตั้งใจบำเพ็ญธรรม ข้าพเจ้าก็จะดูแลท่าน ธรรมกายของข้าพเจ้ามีมากจนนับไม่ถ้วน อย่าว่าแต่ผู้ฝึกจำนวนเพียงเท่านี้ มากกว่านี้ข้าพเจ้าก็ดูแลได้ทั่วถึง

พลัง(กง)ของสายพุทธกับศาสนาพุทธ

พลัง(กง)ของสายพุทธไม่ใช่ศาสนาพุทธ สิ่งนี้ข้าพเจ้าต้องอธิบายให้พวกเราทราบอย่างชัดแจ้ง จริงๆ แล้วพลัง(กง)ของเต๋าก็ไม่ใช่ศาสนาเต๋า พวกเราบางท่านไม่เข้าใจในสิ่งเหล่านี้ บางคนเป็นเพียงพระสงฆ์ในวัด และอุบาสก อุบาสิกา พวกเขาคิดว่าตัวเองมีความเข้าใจในศาสนาพุทธมากกว่าคนอื่น พวกเขาจึงนำสิ่งต่างๆ ในพุทธศาสนามาโฆษณาเผยแพร่ในหมู่ผู้ฝึกของเราโดยตามใจชอบ ข้าพเจ้าขอบอกท่าน อย่าได้ปฏิบัติเช่นนี้ เพราะไม่ใช่วิชาเดียวกัน ศาสนามีรูปแบบของศาสนา และเรา ณ ที่นี้จะถ่ายทอดเพียงส่วนหนึ่งในวิชาของพวกเรา ยกเว้นสานุศิษย์ที่บำเพ็ญหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)เป็นหลักเฉกเช่นนักบวช นอกนั้นจะไม่คำนึงถึงพิธีกรรมทางศาสนา ดังนั้นจึงไม่ใช่ศาสนาพุทธในยุคธรรมะปลาย

หลักธรรมในพุทธศาสนาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพุทธธรรม(ฝอฝ่า) ยังมีหลักธรรมใหญ่ที่ลึกล้ำอีกมากมาย ในแต่ละระดับชั้นจะมีหลักธรรมแตกต่างกันไป องค์ศากยมุนีตรัสไว้ว่า การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมมีวิธีปฏิบัติ 84,000 พระธรรมขันธ์ แต่นิกายในศาสนาพุทธมีเพียงไม่กี่นิกาย เช่น เทียนไถจง หัวเอี๋ยนจง ฉันจง จิ้งถู่ มี่จง เป็นต้น ซึ่งมีจำนวนน้อยไม่ถึง 10 นิกาย เพราะฉะนั้นไม่สามารถครอบคลุมพุทธธรรม(ฝอฝ่า)ได้ทั้งหมด เป็นเพียงส่วนน้อยในพุทธธรรม(ฝอฝ่า)เท่านั้น หลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเราเป็นวิชาหนึ่งใน 84,000 พระธรรมขันธ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธดั้งเดิมและศาสนาพุทธในยุคธรรมะปลายนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาอื่นใดในปัจจุบัน

องค์ศากยมุนีก่อตั้งศาสนาพุทธเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อนในอินเดียโบราณ หลังจากพระองค์ได้เปิดพลัง(กง) เกิดการรู้แจ้ง(อู้) พระองค์ได้ทรงหวนระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญปฏิบัติธรรมมาก่อน และทรงนำออกมาเผยแพร่เพื่อช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ คำสั่งสอนของพระองค์แม้จะเขียนเป็นคัมภีร์จำนวนมากมายเพียงใด แต่จุดเด่นในหลักธรรมของพระองค์มีเพียงอักษร 3 ตัว คือ “ศีล สมาธิ ปัญญา” (เจี้ย ติ้ง ฮุ่ย) ศีลก็คือละเว้นกิเลสทั้งปวงของมนุษย์ บังคับให้ท่านละเว้นการแสวงหาผลประโยชน์ ตัดขาดสิ่งต่างๆ ในสังคม จิตใจของท่านก็จะว่างเปล่า อะไรก็ไม่คิด สมาธิก็จะเกิด มันจะเสริมซึ่งกันและกัน เมื่อสมาธิเกิดขึ้นแล้ว จะต้องนั่งสมาธิเพื่อบำเพ็ญธรรมอย่างจริงจัง อาศัยพลังสมาธิบำเพ็ญให้สูงขึ้นไป นี่คือส่วนที่เกี่ยวกับการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงของศาสนาพุทธ ซึ่งจะไม่คำนึงถึงกระบวนท่าฝึกต่างๆ ไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงร่างแท้(เปิ๋นถี่)ของตัวเอง เขาเพียงแต่บำเพ็ญพลัง(กง)ที่เป็นตัวกำหนดความสูงต่ำของระดับชั้นของเขา ดังนั้นจึงเน้นการบำเพ็ญที่จิต(ซินซิ่ง) ไม่บำเพ็ญชีวิตและไม่เน้นถึงการผันแปรของพลัง(กง) ในเวลาเดียวกันเขาจะเพิ่มพลังสมาธิของเขาให้แข็งแกร่งด้วยการนั่งสมาธิ ทนทุกข์ในระหว่างการนั่งสมาธิ ขจัดกรรมของเขา ปัญญาหมายถึงคนเกิดการรู้แจ้ง(อู้) ปัญญาแตกฉาน มองเห็นสัจธรรมของจักรวาล มองเห็นความจริงในมิติต่างๆ ของจักรวาล อิทธิฤทธิ์ปรากฏ ปัญญาเกิด เกิดการรู้แจ้ง(อู้) หรือเรียกว่าเกิดพลัง(กง)

ในสมัยที่องค์ศากยมุนีทรงก่อตั้งศาสนาพุทธนั้น ในประเทศอินเดียมีศาสนาอื่นๆ อีก 8 ศาสนาที่เผยแพร่อยู่ในเวลาเดียวกัน ศาสนาที่หยั่งรากลึกและมีพื้นฐานแข็งแกร่งคือศาสนาพราหมณ์ ตลอดชีวิตของพระองค์ ทรงต่อสู้กับศาสนาอื่นในด้านความคิดอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าองค์ศากยมุนีทรงสั่งสอนเผยแพร่หลักธรรมอันแท้จริง เพราะฉะนั้นในขั้นตอนของการเผยแพร่หลักธรรมนั้น หลักธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนนับวันจะรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ในขณะที่ศาสนาอื่นๆ นับวันยิ่งเสื่อมถอย แม้กระทั่งศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นศาสนาที่หยั่งรากลึกและมีพื้นฐานแข็งแกร่งก็ตกอยู่ในภาวะเกือบจะล่มสลาย หลังจากองค์ศากยมุนีเสด็จปรินิพพาน ศาสนาอื่นๆ ก็เริ่มรุ่งเรืองขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์ได้รุ่งเรืองและแพร่หลายขึ้นมาอีกครั้ง ในศาสนาพุทธได้ปรากฏเหตุการณ์เช่นไรขึ้นมาหรือ พระภิกษุสงฆ์บางองค์ได้บรรลุพลัง(กง)และเกิดการรู้แจ้ง(อู้)ในระดับชั้นที่แตกต่างกัน แต่รู้แจ้งในระดับที่ไม่สูงนัก องค์ศากยมุนีทรงตรัสรู้ในระดับชั้นของพระยูไล แต่ภิกษุสงฆ์ส่วนใหญ่ยังบรรลุไม่ถึงระดับชั้นนี้

พุทธธรรม(ฝอฝ่า)จะปรากฏออกมาแตกต่างกันตามระดับชั้นที่แตกต่างกัน ระดับชั้นยิ่งสูงยิ่งใกล้กับสัจธรรม ยิ่งต่ำยิ่งห่างไกลจากสัจธรรม เพราะฉะนั้นภิกษุสงฆ์ที่ได้พลัง(กง)เกิดการรู้แจ้ง(อู้)ในระดับชั้นพื้นฐาน จึงนำเอาปรากฏการณ์ของจักรวาลในระดับที่ตัวเองมองเห็น ธรรมะที่ตัวเองเข้าใจและรับรู้(อู้)มาอธิบายคำสอนขององค์ศากยมุนีที่เคยตรัสไว้ กล่าวคือพระสงฆ์บางรูปอธิบายว่าพระธรรมที่องค์ศากยมุนีตรัสไว้มีความหมายเช่นนี้เช่นนั้น บางองค์นำสิ่งที่ตัวเองรับรู้เข้าใจมาสอนประหนึ่งเป็นคำสอนขององค์ศากยมุนี ไม่สอนตามคำสอนเดิมขององค์ศากยมุนี ทำให้พุทธธรรม(ฝอฝ่า)ผิดเพี้ยนไป ไม่ใช่หลักธรรมที่องค์ศากยมุนีทรงสั่งสอนไว้ สุดท้ายทำให้พุทธธรรม(ฝอฝ่า)ในศาสนาพุทธหายสาบสูญไปจากประเทศอินเดีย นี่เป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นต่อมาภายหลังประเทศอินเดียกลับไม่มีศาสนาพุทธ ก่อนที่ศาสนาพุทธจะเสื่อมสลายไปในประเทศอินเดีย มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงหลายครั้ง จนในที่สุดผนวกเอาบางสิ่งของศาสนาพราหมณ์เข้าไป กลายเป็นศาสนาที่ปัจจุบันเรียกว่า ศาสนาฮินดู ไม่บูชาพระพุทธแต่บูชาเทพองค์อื่นๆ ไม่เชื่อในคำสอนขององค์ศากยมุนี เหตุการณ์มันเป็นเช่นนี้

ในขั้นตอนการพัฒนาของศาสนาพุทธ มีการปรับปรุงแก้ไขขนานใหญ่หลายครั้ง ครั้งแรกหลังจากองค์ศากยมุนีเสด็จปรินิพพานไม่นาน มีคนยึดถือธรรมะระดับสูงที่องค์ศากยมุนีทรงสั่งสอนไว้ ก่อตั้งเป็นพุทธศาสนานิกายมหายาน ส่วนผู้ที่มีความเข้าใจว่าหลักธรรมที่องค์ศากยมุนีทรงสั่งสอนคนทั่วไปนั้น เป็นแนวทางนำไปสู่การพ้นทุกข์ของตนเอง บรรลุขั้นอรหันต์ ไม่เน้นเรื่องการช่วยเหลือสรรพสัตว์ เรียกว่าพุทธศาสนานิกายหินยาน พระสงฆ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงสืบทอดวิธีการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในสมัยองค์ศากยมุนี พวกเราในแดนฮั่นเรียกนิกายนี้ว่าหินยาน แน่นอนพวกเขาไม่ยอมรับ เพราะว่าพวกเขาถือว่าได้เจริญรอยตามคำสอนขององค์ศากยมุนีแต่ดั้งเดิม ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนี้ จริงๆ แล้วพวกเขาได้สืบทอดวิธีการบำเพ็ญปฏิบัติตั้งแต่สมัยขององค์ศากยมุนี

พุทธศาสนานิกายมหายานหลังจากผ่านการปรับปรุงได้เผยแพร่เข้าสู่ประเทศจีน หยั่งรากมั่นคงอยู่ในประเทศจีน เป็นพุทธศาสนาที่ชาวจีนนับถือกันในทุกวันนี้ ความจริงแล้ว พุทธศาสนานิกายมหายานนั้นได้เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงจากพุทธศาสนาในสมัยที่องค์ศากยมุนียังทรงมีชีวิตอยู่ ทั้งการแต่งกาย ตลอดจนถึงสภาวะของการรู้แจ้ง(อู้)และขั้นตอนการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไป ศาสนาพุทธดั้งเดิมจะนับถือบูชาองค์ศากยมุนีเพียงองค์เดียวเท่านั้น แต่พุทธศาสนาปัจจุบันมีการนับถือพระพุทธต่างๆ พระโพธิสัตว์ต่างๆ และนับถือพระพุทธหลายองค์ ปรากฏว่ามีการนับถือพระยูไลหลายองค์ กลายเป็นศาสนาพุทธที่มีพระพุทธหลายองค์ เช่น พระอาหนีถอฝอ เย่าซือฝอ ต้ายื่อยูไล เป็นต้น และยังมีการนับถือพระโพธิสัตว์ระดับสูงหลายองค์ พุทธศาสนาจึงแตกต่างไปจากสมัยที่องค์ศากยมุนีทรงก่อตั้งขึ้นมาโดยสิ้นเชิง

ในระหว่างนั้นพุทธศาสนา ยังได้ผ่านขั้นตอนการปรับปรุงอีกลักษณะหนึ่ง พระโพธิสัตว์หลงสู้ได้เผยแพร่วิธีบำเพ็ญลับออกมาแบบหนึ่ง จากอินเดียผ่านอัฟกานิสถานเข้าสู่แดนฮั่นของเราทางซินเจียง สมัยนั้นเป็นสมัยราชวงศ์ถัง เพราะฉะนั้นเรียกว่านิกายถังมี่ เนื่องจากประเทศจีนได้รับอิทธิพลจากลัทธิหยู(ขงจื้อ)ค่อนข้างมาก ทัศนคติด้านศีลธรรมมีความแตกต่างจากชนชาติอื่น หลักบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของนิกายมี่จงมีหลักบำเพ็ญธรรมของชายหญิงร่วมกัน จึงไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นในรัชสมัยฮุ่ยชางแห่งราชวงศ์ถัง นิกายถังมี่จึงถูกกวาดล้าง ต่อมานิกายถังมี่จึงหายสาบสูญไปจากดินแดนฮั่น ปัจจุบันในประเทศญี่ปุ่นมีนิกายที่เรียกว่าตงมี่ ซึ่งก็เผยแพร่ไปจากประเทศจีน แต่ตงมี่ของญี่ปุ่นนั้นไม่ได้ผ่านพิธีกว้านติ่ง ตามหลักของมี่จง ไม่ผ่านพิธีกว้านติ่งถือว่าเป็นการขโมยหลักธรรม ไม่เป็นที่ยอมรับว่าได้รับการสืบทอดมาจริง อีกสายหนึ่งได้เผยแพร่จากอินเดียผ่านเนปาลไปยังทิเบต เรียกว่าจ้างมี่ เป็นนิกายที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยพื้นฐานของศาสนาพุทธก็เป็นเช่นนี้ สิ่งที่ข้าพเจ้าพูดมาคือบทสรุปโดยย่อของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของศาสนาพุทธ ในระหว่างการพัฒนาการของศาสนาพุทธ ได้ปรากฏนิกายฉันจงซึ่งตั๊กม้อเป็นผู้ก่อตั้ง ยังมีนิกายจิ้งถู่ และนิกายหัวเอี๋ยนเป็นต้น ล้วนเป็นการรับรู้(อู้)ตามคำสอนขององค์ศากยมุนีในสมัยนั้น นิกายเหล่านี้ถือว่าเป็นศาสนาพุทธที่ผ่านการปฏิรูป ศาสนาพุทธมีนิกายสิบกว่านิกาย ล้วนปฏิบัติอยู่ในรูปแบบของศาสนา เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นศาสนาพุทธเหมือนกัน

ศาสนาที่ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษนี้ ไม่เพียงแต่ในศตวรรษนี้เท่านั้น ในศตวรรษก่อนๆ ก็มีศาสนาใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายในที่ต่างๆ ของโลกเรา ศาสนาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นศาสนาปลอม ผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงที่ช่วยเหลือมนุษย์ ต่างก็มีโลกของตนเองทั้งนั้น องค์ศากยมุนี พระอาหนีถอฝอ พระต้ายื่อยูไลเป็นต้น พระยูไลเหล่านี้พระองค์ช่วยเหลือมนุษย์ ทุกพระองค์จะมีโลกของตนปกครองอยู่ ในระบบทางช้างเผือกของเรานี้มีโลกประเภทนี้อยู่ร้อยกว่าแห่ง หลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเราก็มีโลกของฝ่าหลุน

นิกายปลอมจะช่วยคนให้พ้นทุกข์ได้อย่างไร เขาไม่สามารถช่วยคนให้พ้นทุกข์ได้ เพราะว่าสิ่งที่เขาพูดออกมาไม่ใช่หลักธรรม แน่นอนบางคนถึงกับก่อตั้งขึ้นเป็นศาสนา ในระยะแรกเขาไม่คิดจะเป็นมารศาสนา เมื่อบำเพ็ญจนได้พลัง(กง) เกิดการรู้แจ้ง(อู้)ในระดับชั้นที่แตกต่างกัน ได้เห็นธรรมะเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งก็ยังห่างไกลจากผู้รู้แจ้งที่สามารถช่วยเหลือมนุษย์ได้ เนื่องจากระดับชั้นยังต่ำ เขาค้นพบธรรมะบางอย่าง พบว่าในสังคมมนุษย์มีบางเรื่องที่ผิดๆ เขาก็จะบอกให้คนทำดี และในระยะแรกเขาไม่คัดค้านศาสนาอื่น ภายหลังเมื่อเป็นที่ยอมรับศรัทธาของผู้คน เพราะคิดว่าเขาพูดมีเหตุผล ต่อมาก็ยิ่งให้ความเชื่อถือยกย่อง ในที่สุดกลายเป็นบูชาเทิดทูนในตัวเขา ไม่นับถือศาสนาอีกต่อไป เมื่อเขาเกิดความโลภในชื่อเสียงและผลประโยชน์ ให้ผู้คนแต่งตั้งเขาเป็นผู้นำ จากนั้นก็ได้ก่อตั้งศาสนาใหม่ขึ้นมา ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเราว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นศาสนานอกรีต ถึงแม้จะไม่ทำร้ายผู้คน ก็ยังคงเป็นศาสนานอกรีต เพราะว่าเขารบกวนการนับถือศาสนาที่แท้จริงของผู้คน ศาสนาที่แท้จริงสามารถช่วยให้คนหลุดพ้นจากทุกข์ แต่เขาไม่สามารถทำได้ นานๆ เข้าก็กระทำในสิ่งที่ชั่วร้ายอย่างลับๆ ในระยะหลังศาสนาประเภทนี้ก็ได้เผยแพร่เข้าสู่ประเทศจีน รวมทั้งลัทธิกวนอิมก็เป็นประเภทหนึ่งในนั้น ดังนั้นทุกคนควรระวัง กล่าวกันว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมากกว่า 2,000 ลัทธิ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในตะวันตกก็มีผู้นับถือลัทธิต่างๆ นานา มีประเทศหนึ่งถึงกับนับถือไสยศาสตร์เป็นศาสนาของเขา นี่คือมารมาผจญในยุคธรรมะปลาย ยุคธรรมะปลายไม่เพียงหมายถึงศาสนาพุทธเท่านั้น แต่หมายถึงการเสื่อมถอยของมิติชั้นสูงมากๆ ไล่ลงมายังมิติที่ต่ำลงมา ยุคธรรมะปลายไม่เพียงหมายถึงยุคปลายของศาสนาพุทธเท่านั้น แต่เป็นการเสื่อมถอยของสังคมมนุษย์ที่ไม่สามารถผดุงศีลธรรมทางจิตใจได้อีกต่อไป

การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมต้องแน่วแน่หนึ่งเดียว

เราพูดว่าการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมต้องแน่วแน่หนึ่งเดียว ไม่ว่าท่านจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างไร จะปะปนสิ่งอื่นเข้าไปบำเพ็ญด้วยไม่ได้ อุบาสก อุบาสิกาบางท่านบำเพ็ญปฏิบัติทั้งสิ่งที่เป็นของพุทธศาสนา และบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเรา ข้าพเจ้าขอบอกกับท่านว่า ท้ายที่สุดท่านจะไม่ได้อะไรเลย ใครก็ไม่ให้อะไรท่าน แม้ต่างก็เป็นสายพุทธ แต่ตรงนี้มีปัญหาในเรื่องของจิต(ซินซิ่ง) ในเวลาเดียวกันก็มีปัญหาการแน่วแน่หนึ่งเดียว ท่านมีร่างกายเพียงร่างเดียว ร่างกายของท่านจะกำเนิดพลัง(กง)ของวิชาใด จะแปรเปลี่ยนให้ท่านได้อย่างไร ท่านต้องการไปที่ใด ท่านบำเพ็ญตามหลักธรรมใดก็จะไปทางนั้น ถ้าท่านบำเพ็ญตามวิชาจิ้งถู่ ท่านก็จะไปยังโลกจี๋เล่อซื่อเจี้ยของพระอาหนีถอฝอ ถ้าท่านฝึกบำเพ็ญตามเย่าซือฝอ ท่านก็จะไปโลกหลิวหลีซื่อเจี้ย ทางศาสนาได้กล่าวไว้เช่นนี้ เรียกว่าหลักธรรมหนึ่งเดียวไม่มีสอง

การฝึกพลัง(กง)ที่เราพูดกัน ณ ที่นี้ ก็คือการแปรผันของพลัง(กง)ตลอดทั้งกระบวนการอย่างแท้จริง ล้วนต้องเดินตามวิธีบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของแต่ละสาย ท่านว่าท่านจะเดินไปทางไหน ท่านเหยียบเรือสองแคม ท่านก็จะไม่ได้อะไรเลย ไม่เพียงแต่การฝึกพลัง(กง)กับการบำเพ็ญเป็นพระในวัดจะปะปนกันไม่ได้ วิธีบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของแต่ละวิธี พลังลมปราณ(ชี่กง)กับพลังลมปราณ(ชี่กง) ศาสนากับศาสนาด้วยกัน ก็บำเพ็ญปฏิบัติปะปนกันไม่ได้ แม้กระทั่งในศาสนาเดียวกัน นิกายที่ต่างกันก็ปฏิบัติปะปนกันไม่ได้ จะต้องเลือกปฏิบัติเพียงวิธีเดียว ท่านบำเพ็ญจิ้งถู่ก็คือจิ้งถู่ ท่านบำเพ็ญมี่จงก็คือมี่จง ท่านเลือกฉันจงก็คือฉันจง หากท่านเหยียบเรือสองแคม นี่ก็บำเพ็ญนั่นก็บำเพ็ญท่านจะไม่ได้อะไรเลย กล่าวคือทางพุทธศาสนาเน้นการบำเพ็ญหลักธรรมหนึ่งเดียวไม่มีสอง ไม่อนุญาตให้ท่านบำเพ็ญปะปนกันไป เขาทั้งฝึกพลัง(กง)และก็บำเพ็ญปฏิบัติธรรม กระบวนการเกิดพลัง(กง)ของเขาจะเป็นไปตามขั้นตอนการผันแปรของวิชาที่เขาเลือกบำเพ็ญปฏิบัติ ในอีกมิติหนึ่งก็มีกระบวนการผันแปรของพลัง(กง) ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีความสลับซับซ้อนล้ำลึกมหัศจรรย์อย่างมาก และจะนำสิ่งอื่นเข้ามาปะปนในการบำเพ็ญไม่ได้

มีอุบาสก อุบาสิกาบางคนพอได้ยินว่าเป็นการฝึกพลัง(กง)ของสายพุทธ ก็จะดึงผู้ฝึกของเราไปถวายตัวในวัด ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ทุกท่านที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ อย่าได้ทำเช่นนี้ ท่านกำลังทำลายหลักธรรมใหญ่ของเรา และก็ทำลายศีลข้อห้ามของพุทธศาสนา ขณะเดียวกันท่านก็กำลังก่อกวนผู้ฝึก ทำให้เขาอะไรก็ไม่ได้รับ ไม่ควรทำเช่นนี้ การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องที่เข้มงวด จะต้องแน่วแน่หนึ่งเดียว การที่เราออกมาถ่ายทอดธรรมะส่วนนี้ในสังคมมนุษย์ ถึงแม้จะไม่ใช่ศาสนา แต่เป้าหมายของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมนั้นตรงกัน นั่นก็คือให้บรรลุเป้าหมายของการเปิดพลัง(กง) เปิดการรู้แจ้ง(อู้) และบรรลุความสำเร็จสมบูรณ์ได้มรรคผล

องค์ศากยมุนีตรัสไว้ว่า เมื่อถึงยุคธรรมะปลาย พระสงฆ์ในวัดยังยากที่จะช่วยตัวเอง อุบาสก อุบาสิกา ก็จะยิ่งไม่มีคนดูแล อย่าคิดว่าท่านได้ไหว้อาจารย์แล้ว บุคคลที่ท่านเรียกว่าอาจารย์ก็ยังเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม อาจารย์ผู้นั้นหากไม่บำเพ็ญอย่างจริงจังก็ไร้ประโยชน์ ไม่บำเพ็ญด้านจิตใจ ใครก็ขึ้นไปไม่ได้ พิธีถวายตัวเป็นเพียงรูปแบบในสังคมมนุษย์ ท่านถวายตัวแล้วก็คือคนของสายพุทธเช่นนั้นหรือ พระพุทธก็จะดูแลท่านเช่นนั้นหรือ เรื่องมิได้เป็นเช่นนั้น ต่อให้ท่านโขกคำนับทุกวันจนศีรษะแตก จะจุดธูปเป็นกำๆ ก็ไร้ประโยชน์ ท่านจะต้องบำเพ็ญพัฒนาจิตของท่านอย่างแท้จริงจึงจะถูกต้อง ถึงยุคธรรมะปลาย จักรวาลได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง แม้กระทั่งศาสนสถานก็ไม่ไหวแล้ว ผู้มีความสามารถพิเศษ(รวมทั้งพระสงฆ์) ต่างเห็นถึงสภาพเช่นนี้ ปัจจุบันทั่วโลกมีข้าพเจ้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่ถ่ายทอดหลักธรรมที่แท้จริงอย่างเปิดเผย ข้าพเจ้าได้ทำในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดเคยทำมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคธรรมะปลายได้เปิดประตูบานใหญ่เช่นนี้ ยากที่ท่านจะได้พบในรอบพันปีหมื่นปี แต่จะช่วยให้ท่านพ้นทุกข์ได้หรือไม่ กล่าวคือจะบำเพ็ญได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวท่าน สิ่งที่ข้าพเจ้าถ่ายทอดเป็นหลักธรรมอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล

ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความว่าท่านจะต้องมาฝึกหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)กับข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าพูดด้วยเหตุและผล ท่านจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมก็จะต้องมีความแน่วแน่หนึ่งเดียว มิฉะนั้นท่านก็จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไม่ได้แน่นอน หากท่านไม่คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติ เราก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับท่าน เราถ่ายทอดหลักธรรมให้เฉพาะผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมจริงเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะต้องแน่วแน่หนึ่งเดียว แม้กระทั่งความนึกคิดเกี่ยวกับวิชาอื่นก็จะปะปนสอดแทรกเข้าไปไม่ได้ หลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเราไม่เน้นเรื่องการเคลื่อนไหวตามจิตนึกคิด ไม่มีการเคลื่อนไหวตามจิตนึกคิดใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นทุกท่านก็อย่าได้สอดแทรกความนึกคิดอื่นใดเข้าไป จุดนี้ต้องระวัง โดยหลักไม่ใช้การเคลื่อนไหวตามจิตนึกคิด สายพุทธเน้นความว่างเปล่า สายเต๋าเน้นความไม่มี

ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยเชื่อมต่อความคิดกับผู้สำเร็จธรรมชั้นสูง ผู้สำเร็จเต๋าชั้นสูง 4 ถึง 5 ท่าน หากจะว่าสูงแล้ว ในสายตาของคนธรรมดาสามัญนับว่าสูงมากๆ พวกเขาคิดอยากจะรู้ว่าในใจข้าพเจ้ากำลังคิดอะไร ข้าพเจ้าบำเพ็ญปฏิบัติมานานหลายปี ผู้อื่นคิดจะมาล่วงรู้ความคิดของข้าพเจ้าย่อมเป็นไปไม่ได้ ความสามารถพิเศษของผู้อื่นก็ไม่อาจสอดแทรกเข้ามาได้ ใครก็ไม่อาจรู้ความในใจของข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้าคิดอะไรอยู่ พวกเขาอยากรู้การเคลื่อนไหวทางความคิดของข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นด้วยความเห็นชอบของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงเชื่อมต่อความคิดของข้าพเจ้ากับพวกเขา หลังจากเชื่อมต่อแล้วข้าพเจ้ารู้สึกทนไม่ได้เล็กน้อย ไม่ว่าข้าพเจ้าจะมีระดับชั้นสูงแค่ไหนหรือต่ำเพียงใด เพราะว่าข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางคนธรรมดาสามัญ ข้าพเจ้ายังทำในสิ่งที่มีจุดมุ่งหมาย คือการช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกข์ ในใจคิดช่วยมนุษย์ แต่จิตใจของพวกเขาเงียบสงบถึงระดับไหน เงียบสงบในระดับที่น่าสะพรึงกลัว หากเงียบสงบเพียงคนเดียวก็ยังพอได้ แต่นั่งล้อมกันอยู่ตั้ง 4-5 คน เงียบสงัดเหมือนดังน้ำนิ่งในบึง(น้ำตาย) ข้าพเจ้าคิดจะสัมผัสความรู้สึกของพวกเขา แต่สัมผัสไม่ได้ ในช่วงนั้นจิตใจของข้าพเจ้ารู้สึกไม่สบายใจมาก เป็นความรู้สึกแบบที่คนทั่วไปคาดคิดไม่ถึง สัมผัสไม่ได้ ทุกอย่างไร้จุดมุ่งหมายใดๆ ทุกอย่างว่างเปล่า

การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในระดับสูงไม่มีการเคลื่อนไหวตามจิตนึกคิดใดๆ เพราะว่าการฝึกในขั้นพื้นฐานของคนธรรมดาสามัญ ท่านได้ฝึกจบสิ้นแล้ว เมื่อบำเพ็ญปฏิบัติธรรมมาถึงระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในวิชาของเราจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ทั้งหมดล้วนเป็นการบำเพ็ญปฏิบัติโดยอัตโนมัติ ขอเพียงแต่ท่านยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้น พลัง(กง)ก็จะเพิ่มขึ้นโดยที่ท่านไม่ต้องฝึกกระบวนท่าใดๆ การเคลื่อนไหวกระบวนท่าของเราเป็นการเสริมกลไกบังคับ(จีจื้อ)อัตโนมัติให้แรงกล้ายิ่งขึ้น ทำไมในการนั่งวิปัสสนากรรมฐานเขาจึงไม่ขยับเขยื้อน ก็คืออยู่ในสภาวะไร้การหมายมั่นใดๆ ท่านเห็นสายเต๋าใช้กระบวนท่าโน้นกระบวนท่านี้ ใช้การเคลื่อนไหวตามจิตนึกคิด หรือการชี้นำของจิตนึกคิด ข้าพเจ้าขอบอกกับท่าน สายเต๋าเมื่อพ้นจากระดับชั้นของลมปราณ(ชี่)แล้ว อะไรก็ไม่มี ไม่พูดถึงความนึกคิดอย่างนี้ ความนึกคิดอย่างนั้น เพราะฉะนั้นบางท่านที่เคยฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)แบบอื่นมาก่อน จึงปล่อยวางไม่ได้เกี่ยวกับใช้วิธีการหายใจ ใช้จิตนึกคิดเป็นต้น ข้าพเจ้านำเอาวิชาระดับมหาวิทยาลัยมาถ่ายทอดให้แก่เขา เขากลับถามแต่ปัญหาระดับประถม ชี้นำอย่างไรบ้าง เคลื่อนไหวตามจิตนึกคิดอย่างไรบ้าง เขาเคยชินกับสิ่งเหล่านี้ คิดว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)ก็เป็นเช่นนี้ ความจริงแล้วไม่ใช่

ความสามารถพิเศษ(กงเหนิง)กับแรงพลัง(กงลี่)

พวกเราส่วนใหญ่สับสนกับคำศัพท์ในวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง) บางคนยังแยกแยะไม่ถูก เรียกความสามารถพิเศษ(กงเหนิง)เป็นแรงพลัง(กงลี่) แรงพลัง(กงลี่)เป็นความสามารถพิเศษ(กงเหนิง) พลัง(กง)ที่เกิดขึ้นจากการบำเพ็ญจิต(ซินซิ่ง)ของเรานั้น คือการหล่อหลอมให้เข้ากับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล และกุศลของตัวเองก็จะผันแปรเป็นพลัง(กง) พลัง(กง)นี้จะเป็นตัวกำหนดระดับชั้นสูง-ต่ำของคน ความมากน้อยของแรงพลัง(กงลี่) และมรรคผลสูง-ต่ำของเขา นี่ก็คือพลัง(กง)ที่สำคัญที่สุด ในขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม คนจะปรากฏสภาวะอะไรอย่างหนึ่งออกมา ก็คือจะมีความสามารถพิเศษบางอย่างปรากฏออกมา เราเรียกย่อๆ ว่าความสามารถพิเศษ(กงเหนิง) พลัง(กง)ที่เป็นตัวยกระดับชั้นให้สูงขึ้นที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึง เราเรียกว่าแรงพลัง(กงลี่) ระดับชั้นยิ่งสูงแรงพลัง(กงลี่)ยิ่งมาก ความสามารถพิเศษ(กงเหนิง)ยิ่งแรง

ความสามารถพิเศษ(กงเหนิง) เป็นผลพลอยได้ที่ได้มาในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม มันมิได้เป็นเครื่องบ่งชี้ของระดับชั้น และไม่ได้เป็นเครื่องวัดความสูงต่ำของระดับชั้นและความมากน้อยของแรงพลัง(กงลี่)ของแต่ละคน บางคนอาจมีมากหน่อย บางคนมีน้อยหน่อย ท่านจะไม่ได้ความสามารถพิเศษ(กงเหนิง) หากท่านมีเป้าหมายหลักที่จะแสวงหามันจากการบำเพ็ญ ในขณะที่คนผู้นี้ตั้งใจที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เขาจึงจะมีความสามารถพิเศษ(กงเหนิง) จะยึดเป็นเป้าหมายหลักในการบำเพ็ญธรรมไม่ได้ ท่านฝึกสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไร ท่านคิดจะนำมาใช้ในสังคมมนุษย์หรือ เป็นสิ่งที่ให้ท่านนำไปใช้ในสังคมมนุษย์ตามอำเภอใจไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นท่านยิ่งแสวงหายิ่งไม่ได้ เพราะท่านกำลังแสวงหา การแสวงหาก็คือการยึดติด ผู้บำเพ็ญธรรมสิ่งที่ต้องกำจัดก็คือจิตยึดติด

มีคนไม่น้อยเมื่อบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจนถึงระดับสูง เขาก็ไม่มีความสามารถพิเศษ(กงเหนิง) อาจารย์ปิดกั้นส่วนนี้ของเขาเอาไว้ กลัวว่าเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองแล้วจะไปทำในสิ่งไม่ดี เพราะฉะนั้นจึงไม่ปล่อยให้เขาแสดงอิทธิฤทธิ์ออกมา คนประเภทนี้มีไม่น้อย ความสามารถพิเศษ(กงเหนิง)ถูกควบคุมโดยจิตสำนึกของคน ขณะที่คนเรานอนหลับอาจจะควบคุมตัวเองไม่ได้ เพียงแค่ฝันรุ่งขึ้นฟ้าดินก็อาจถล่มทลายหรือทุกสิ่งอาจกลับตาลปัตร นั่นเป็นสิ่งที่จะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้ เนื่องจากเป็นการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในสังคมมนุษย์ ดังนั้นความสามารถพิเศษ(กงเหนิง)มากๆ โดยทั่วไปจะไม่อนุญาตให้นำออกมาใช้ ส่วนใหญ่มักจะถูกอาจารย์ปิดกั้นเอาไว้ แต่ก็ไม่แน่นอนเสมอไป สำหรับคนที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้ดี และควบคุมตนเองได้ดี จะได้รับอนุญาตให้มีความสามารถพิเศษ(กงเหนิง)บางส่วนได้ คนประเภทนี้ท่านขอให้เขาแสดงความสามารถพิเศษ(กงเหนิง)ออกมา เขาก็จะไม่แสดงออกมาเด็ดขาด เพราะว่าเขาควบคุมตัวเองได้

การบำเพ็ญธรรมย้อนกลับและการยืมพลัง(กง)

บางคนไม่เคยฝึกพลัง(กง)มาก่อน หรือเคยไปเข้าชั้นเรียนพลังลมปราณ(ชี่กง)มาเพียงไม่กี่ครั้ง ล้วนแต่อยู่ในระดับรักษาโรคเสริมสร้างร่างกาย ไม่ใช่การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอะไร หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง คนเหล่านี้ไม่ได้ผ่านการถ่ายทอดที่แท้จริงมา แต่อยู่ๆ เพียงชั่วข้ามคืนเขาก็มีพลัง(กง)เกิดขึ้นมา เรามาพูดกันว่าพลัง(กง)นี้มีที่มาอย่างไร มีกี่รูปแบบ

แบบหนึ่งคือการฝึกย้อนกลับ การฝึกย้อนกลับคืออะไร ก็คือบางท่านมีอายุมากแล้วคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ถ้าเริ่มบำเพ็ญตั้งแต่ต้นก็จะไม่ทันการ ในช่วงที่การฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)มีความนิยมสูง เขาก็คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมด้วย เพราะรู้ว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)สามารถทำความดีเพื่อผู้อื่นได้ ในเวลาเดียวกันก็จะสามารถยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นด้วย เขามีความปรารถนาเช่นนี้ คิดจะยกระดับ คิดที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม แต่ว่าหลายปีก่อนในช่วงที่พลังลมปราณ(ชี่กง)กำลังเป็นที่นิยม อาจารย์ที่สอนพลังลมปราณ(ชี่กง)ส่วนใหญ่จะถ่ายทอดวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)แบบทั่วๆ ไป แต่ไม่มีใครถ่ายทอดสิ่งที่เป็นระดับชั้นสูงอย่างแท้จริง จวบจนทุกวันนี้ ผู้ที่ถ่ายทอดพลัง(กง)ชั้นสูงอย่างเปิดเผย ก็มีเพียงข้าพเจ้าคนเดียวที่ทำอยู่ ไม่มีบุคคลที่ 2 ผู้ที่ฝึกบำเพ็ญย้อนกลับ ล้วนเป็นผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ มีรากฐาน(เกินจี)ดี สิ่งที่ติดตัวมาดีมาก จะเป็นผู้ที่อาจารย์ส่วนใหญ่ยินดีรับไว้เป็นลูกศิษย์ เหมาะที่จะถ่ายทอดวิชาให้ เพียงแต่ว่าบุคคลเหล่านี้อายุมากเกินไป คิดจะบำเพ็ญจึงไม่ใช่เรื่องง่าย จะไปหาอาจารย์ที่ไหน แต่เมื่อเขาคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม จิตใจดวงนี้ของเขาจึงเหมือนดังทองคำที่ส่องประกายแวววาว กระเทือนไปทั่วทศทิศ คนเราพูดว่า จิตพุทธ จิตพุทธนั้น ก็คือหมายถึงจิตพุทธส่องประกายออกมาแล้ว

มองชีวิตของมนุษย์จากชั้นสูง ชีวิตของมนุษย์มิใช่เพื่อความเป็นมนุษย์ เพราะชีวิตของมนุษย์เกิดขึ้นในมิติของจักรวาล ประสานกลมกลืนเข้ากับคุณสมบัติพิเศษคือความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)ของจักรวาล มีธาตุแท้เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา ความดีงาม แต่เมื่อชีวิตมีเพิ่มมากขึ้น ก่อเกิดเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะของสังคม เพราะฉะนั้นบางคนจึงได้เปลี่ยนแปลงไปในทางเห็นแก่ตัวหรือไม่ดี จึงไม่สามารถคงอยู่ในชั้นสูงนั้นได้อีก จึงตกลงมา ตกลงมาถึงระดับชั้นหนึ่ง ณ ระดับชั้นนี้ เขายังทำตัวเลวลงอีก จึงต้องตกลงมาอีก และในที่สุด ก็ตกลงมาอยู่ระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญนี้ ตกลงมาถึงชั้นนี้ มนุษย์ต้องถูกทำลายให้หมดสิ้นไป แต่เหล่าผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงด้วยเมตตาจิต จึงตัดสินใจให้มนุษย์ตกอยู่ในสภาวะทนทุกข์ทรมานที่สุด ได้มีโอกาสอีกครั้ง จึงสร้างมิติเช่นนี้ขึ้นมา

มนุษย์ในมิติอื่นไม่มีร่างกายเช่นนี้ เขาสามารถลอยขึ้นมา สามารถจะขยายตัวให้ใหญ่หดตัวให้เล็กได้ แต่ในมิตินี้คนมีร่างกายเช่นนี้ ร่างกายที่เป็นเนื้อหนังมังสาของเรา หลังจากมีร่างกายเช่นนี้ หนาวก็ไม่ได้ ร้อนก็ไม่ได้ เหนื่อยก็ไม่ได้ หิวก็ไม่ได้ เป็นทุกข์ไปหมด เมื่อป่วยจะรู้สึกทุกข์ทรมาน เกิดแก่เจ็บตาย ก็คือให้ท่านชดใช้กรรมท่ามกลางความทุกข์เหล่านี้ ดูซิว่าท่านยังจะสามารถกลับไปได้หรือไม่ ให้โอกาสท่านอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้มนุษย์เราจึงตกอยู่ท่ามกลางวังวน หลังจากตกลงมาอยู่ในวังวนนี้แล้ว ก็สร้างดวงตาคู่นี้ให้ท่าน ไม่ให้ท่านมองเห็นมิติอื่น มองไม่เห็นความจริงของวัตถุธาตุ ถ้าท่านสามารถกลับไป ยิ่งลำบากก็ยิ่งมีคุณค่า ท่ามกลางวังวน อาศัยการรู้แจ้ง(อู้)ด้วยตนเองบำเพ็ญกลับไป ยิ่งลำบากเท่าใดก็ยิ่งกลับไปได้ไว ถ้าท่านทำตัวเลวลงอีก ชีวิตก็จะถูกทำลาย ในสายตาของท่านเหล่านั้น ชีวิตของมนุษย์การเป็นคนไม่ใช่เป้าหมาย คือต้องการให้ท่านกลับสู่สภาพดั้งเดิมแท้จริง กลับขึ้นไป คนธรรมดาสามัญไม่สามารถเข้าใจในจุดนี้ คนธรรมดาสามัญอยู่ในสังคมของคนธรรมดาสามัญ เขาก็คือคนธรรมดาสามัญ คิดแต่จะทำอย่างไรให้เจริญรุ่งเรือง มีความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ยิ่งเขามีความเป็นอยู่ดี เขาจะยิ่งเห็นแก่ตัว ยิ่งอยากจะครอบครองสิ่งต่างๆ ก็ยิ่งห่างไกลจากคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล เขาก็ยิ่งเดินไปสู่การดับสลาย

ผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงทั้งหลายมองกันเช่นนี้ ท่านรู้สึกว่าก้าวเดินไปข้างหน้า แต่ความเป็นจริงแล้วกำลังเดินถอยหลัง มนุษย์เรารู้สึกว่ากำลังพัฒนา วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า ความจริงแล้วก็เป็นไปตามวัฏจักรของจักรวาล จังกั๋วเหล่าหนึ่งในแปดเซียนผู้ขี่ลากลับหลังหัน น้อยคนที่จะเข้าใจเหตุไฉนท่านจึงขี่ลากลับหลังหัน เพราะท่านค้นพบว่าการเดินหน้าคือการถอยหลัง ท่านจึงขี่ลากลับหลังหัน ดังนั้นเมื่อบางคนคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงทั้งหลายจึงเห็นว่าจิตใจเช่นนี้ล้ำค่ายิ่งนัก ก็จะให้ความช่วยเหลือโดยไม่มีเงื่อนไข เช่นเดียวกับผู้ฝึกที่นั่งฟังธรรม ณ ที่นี้ ถ้าท่านคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าสามารถช่วยท่านได้โดยไม่มีเงื่อนไข แต่การเป็นคนธรรมดาสามัญท่านคิดจะมารับการรักษาโรค คิดต้องการสิ่งนี้สิ่งนั้น ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะช่วยเหลือท่าน เพราะอะไรหรือ เพราะท่านต้องการเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ คนธรรมดาสามัญก็ต้องมีการเกิดแก่เจ็บตาย สมควรเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวข้องกับเหตุและผล ไม่ควรทำให้สับสน ส่วนคนที่ไม่เคยคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเลยในชีวิต บัดนี้คิดที่จะหันมาบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ก็ต้องจัดเตรียมวิถีชีวิตใหม่ให้แก่ท่าน ปรับสภาพร่างกายให้แก่ท่าน

ดังนั้นเมื่อคนเราคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม เมื่อความปรารถนานี้ได้ปรากฏ เหล่าผู้บรรลุธรรมเมื่อเห็นแล้วถือว่ามีคุณค่ายิ่งนัก แต่ว่าจะช่วยอย่างไร จะหาอาจารย์สอนได้ที่ไหนในโลกนี้ อีกทั้งอายุก็เลย 50 ปี ผู้สำเร็จธรรมถ่ายทอดให้ไม่ได้ เพราะถ้าท่านเหล่านั้นปรากฏตัวออกมาสอนท่าน ถ่ายทอดหลักธรรม ถ่ายทอดพลัง(กง)ให้แก่ท่าน การทำเช่นนั้นเป็นการเปิดเผยความลับของสวรรค์ ระดับชั้นของอาจารย์ก็ต้องตกลงมาด้วย มนุษย์ทำความชั่วจึงตกลงมาอยู่ท่ามกลางวังวน ก็จะต้องบำเพ็ญอยู่ท่ามกลางวังวนนั้นให้รู้แจ้ง(อู้) เพราะฉะนั้นผู้บรรลุธรรมจึงสอนให้ไม่ได้ หากพระพุทธปรากฏตัวให้ท่านเห็นกับตา ถ่ายทอดหลักธรรมให้แก่ท่าน สอนพลัง(กง)แก่ท่าน คนทำชั่วทั้งหลายต่างก็จะพากันมาเรียน ใครๆ ก็เชื่อ แล้วจะรับรู้(อู้)ได้อย่างไร ก็จะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับรู้(อู้) เพราะว่ามนุษย์ตกลงมายังวังวนด้วยตัวเอง ควรจะต้องถูกทำลายแล้ว แต่ท่ามกลางวังวนยังให้โอกาสท่านอีกครั้ง เพื่อให้ท่านได้บำเพ็ญปฏิบัติกลับไป ถ้าสามารถกลับไปได้ก็กลับไป ถ้ากลับไปไม่ได้ ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดและดับสลายต่อไป

หนทางต้องเดินด้วยตนเอง ถ้าเขาคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจะทำอย่างไร เหล่าผู้บรรลุธรรมได้คิดหาวิธี เพราะว่าสมัยนั้นพลังลมปราณ(ชี่กง)เป็นที่นิยมกันมาก นี่ก็คือการเปลี่ยนแปลงปรากฏการณ์ของสวรรค์อย่างหนึ่ง ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับปรากฏการณ์สวรรค์ จึงได้เพิ่มพลัง(กง)ตามระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้แก่เขา ต่อท่อสายอ่อนเข้าสู่ร่างกายของเขา เหมือนหัวก๊อกน้ำประปา พอเปิดพลัง(กง)ก็มา เขาคิดจะปล่อยพลัง(กง) พลัง(กง)ก็มา เขาไม่คิดปล่อย ตัวเขาก็จะยังไม่มีพลัง(กง) สภาวะเช่นนี้เราเรียกว่าการบำเพ็ญย้อนกลับ ให้เขาบำเพ็ญจากบนลงสู่ล่างจนสำเร็จ

การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมโดยทั่วไปเริ่มจากล่างสู่บน บำเพ็ญจนเปิดพลัง(กง)บรรลุความสำเร็จ การบำเพ็ญย้อนกลับที่กล่าวถึงนี้ สำหรับผู้สูงอายุ การเริ่มบำเพ็ญจากล่างสู่บนไม่ทันการเสียแล้ว เพราะฉะนั้นการบำเพ็ญจากบนลงล่างจะรวดเร็วกว่า ซึ่งก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น คนประเภทนี้จะต้องมีจิต(ซินซิ่ง)ที่สูงมาก การถ่ายทอดพลังงานเป็นจำนวนมากให้แก่เขาตามระดับจิต(ซินซิ่ง)ของเขา มีวัตถุประสงค์อะไร สิ่งแรกเพื่อให้สอดคล้องกับปรากฏการณ์ของสวรรค์ในช่วงนั้น บุคคลผู้นี้ในขณะที่ประกอบคุณงามความดีนั้น เขาสามารถทนทุกข์ทนลำบากได้ เพราะการอยู่ในสังคมคนธรรมดาสามัญ สภาพจิตทุกชนิดของมนุษย์จะรบกวนท่าน คนบางคนท่านรักษาให้เขาหายจากโรคเขาก็ยังไม่เข้าใจท่าน ท่านรักษาโรคให้เขาโดยการเอาสิ่งไม่ดีออกไปไม่น้อย รักษาให้เขาทุเลาได้ถึงระดับไหน การเปลี่ยนแปลงอาจไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในขณะนั้น ในใจเขาจึงไม่พอใจ ไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกขอบคุณท่าน ดีไม่ดียังจะด่าว่าท่านโกหกหลอกลวงเขา ก็คือให้ท่านประสบกับปัญหาเหล่านี้ ให้ท่านได้ฝึกฝนจิตใจในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การถ่ายทอดพลัง(กง)ให้เขาเหล่านี้ก็เพื่อให้เขาบำเพ็ญปฏิบัติธรรมขึ้นไปสู่ระดับสูง ทำความดีควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความสามารถพิเศษของตนเอง เพิ่มพลัง(กง)ของตัวเอง แต่บางคนไม่ทราบถึงเหตุผลข้อนี้ ข้าพเจ้าเคยพูดแล้วมิใช่หรือ ไม่สามารถถ่ายทอดหลักธรรมให้เขาตรงๆ สามารถจะรับรู้(อู้)ก็รับรู้ไป ปัญหาอยู่ที่การรับรู้(อู้) ถ้ารับรู้(อู้)ไม่ได้ก็หมดหนทาง

บางคนเวลามีพลัง(กง)เกิดขึ้น อยู่ๆ คืนหนึ่งนอนอยู่ร้อนจนห่มผ้าก็ไม่ไหว เช้าตื่นขึ้นมาไม่ว่าจับต้องอะไรก็มีไฟฟ้าสถิตไปทั้งหมด เขาทราบดีว่ามีพลัง(กง)เกิดขึ้นแล้ว เมื่อพบเห็นร่างกายใครตรงไหนเกิดเจ็บปวด พอเอามือไปลูบก็รู้สึกดี เขารู้ดีว่าต่อแต่นี้ไปมีพลัง(กง)แล้ว เป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ได้ ก็ตั้งตัวขึ้นเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง) ในระยะแรกเนื่องจากเขาเป็นคนดี สามารถรักษาโรคให้คนหายได้ เวลาคนเขาให้เงินทอง ให้ของกำนัล เขาจะไม่รับ แต่อยู่ไปสักระยะหนึ่ง เขาอาจไม่สามารถทนต่อการยั่วยวนของสังคมมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วยความสกปรกโสมม เพราะคนที่ได้พลัง(กง)โดยวิธีการฝึกย้อนกลับไม่ได้ผ่านการฝึกจิต(ซินซิ่ง)อย่างแท้จริง การควบคุมจิต(ซินซิ่ง)ของตัวเองจึงลำบากมาก เริ่มจากการรับของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ จนกลายเป็นชิ้นใหญ่ ในที่สุดให้น้อยไปก็จะไม่ยอม สุดท้ายเขาจะบอกว่า ให้ของกำนัลมากมายทำไม ขอเป็นเงินทองเถิด ให้เงินน้อยไปก็ไม่รักษาให้ อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ที่แท้จริงเขาก็ไม่ยอมเชื่อถือ สองหูได้ยินแต่คำชมว่าตัวเองมีความสามารถ ใครว่าเขาไม่ดีก็จะไม่พอใจ ความโลภต่อชื่อเสียงเงินทองเริ่มเกาะกินจิตใจของเขา คิดว่าตัวเองเก่งกว่าผู้อื่น เขาคิดว่าพลัง(กง)ที่เขาได้รับนี้ ก็เพื่อให้เขาเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ให้ร่ำรวย ความจริงแล้วเพื่อให้เขาได้ฝึกบำเพ็ญปฏิบัติธรรม เมื่อจิตยึดติดต่อชื่อเสียงเงินทองเริ่มเกิดขึ้นแล้ว แท้จริงแล้วจิต(ซินซิ่ง)ของเขาก็ตกต่ำลงมา

ข้าพเจ้าพูดแล้วว่า จิต(ซินซิ่ง)สูงเพียงใดพลัง(กง)ก็จะสูงเท่านั้น เมื่อตกลงมาพลัง(กง)นี้จะให้เขามากนักไม่ได้ ต้องให้ตามระดับจิต(ซินซิ่ง)ของเขา จิต(ซินซิ่ง)สูงเพียงใด พลัง(กง)ก็สูงเท่านั้น กิเลสความโลภยิ่งมีมาก ก็ยิ่งตกต่ำลงไปในสังคมมนุษย์ยิ่งมาก พลัง(กง)ของเขาก็จะพลอยตกต่ำลงไปด้วย สุดท้ายเมื่อเขาตกลงมาจนถึงที่สุดแล้วก็ไม่ให้พลัง(กง)แก่เขาอีก ไม่มีพลัง(กง)หลงเหลืออยู่อีก เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีคนประเภทนี้ปรากฏออกมาไม่น้อย โดยมากจะเป็นสตรีที่อายุเกิน 50 ปีเสียส่วนใหญ่ ท่านดูคุณยายท่านนั้นที่กำลังฝึกพลัง(กง) เขาก็ไม่ได้รับการถ่ายทอดอย่างแท้จริง อาจจะเคยเข้าร่วมเรียนฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)กับอาจารย์ท่านใดมาบ้าง ซึ่งก็เป็นเพียงแค่วิชารักษาโรค เสริมสร้างสุขภาพไม่กี่กระบวนท่า อยู่มาวันหนึ่งก็มีพลัง(กง)เกิดขึ้น เมื่อจิต(ซินซิ่ง)เลวลง ความอยากมีชื่อเสียงเงินทองก็เกิดขึ้น จึงตกลงมา สุดท้ายอะไรก็ไม่ใช่ พลัง(กง)ก็ไม่มี ปัจจุบันผู้ฝึกย้อนกลับแบบนี้ตกลงมากันมากเหลือเกิน เหลืออยู่ไม่กี่คน เพราะเหตุใด เพราะว่าเขาเหล่านั้นไม่รู้ว่าการฝึกย้อนกลับนี้เพื่อให้เขาบำเพ็ญปฏิบัติธรรม เขาคิดว่าเพื่อให้เขาร่ำรวยมั่งมี มีชื่อเสียงในสังคมมนุษย์ ให้เขาได้เป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง) ความจริงต้องการให้เขาบำเพ็ญปฏิบัติธรรม

อะไรคือการยืมพลัง เรื่องนี้ไม่จำกัดอายุ แต่มีข้อกำหนดประการหนึ่ง นั่นก็คือจะต้องเป็นผู้ที่มีจิต(ซินซิ่ง)ดีเยี่ยม เขาทราบดีว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)สามารถบำเพ็ญปฏิบัติได้ และก็คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติ จิตใจดวงนี้คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติ แต่จะไปหาอาจารย์ท่านใดที่ไหน เมื่อก่อนมีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)แท้ถ่ายทอดพลัง(กง)อยู่จริงๆ แต่ส่วนใหญ่ล้วนถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในระดับรักษาโรคเสริมสร้างสุขภาพ ไม่มีคนถ่ายทอดการบำเพ็ญปฏิบัติไปสู่ระดับชั้นสูง และคนเขาก็ไม่สอนกัน

พูดถึงเรื่องการยืมพลังแล้ว ข้าพเจ้าขอพูดถึงปัญหาหนึ่ง คนเรานอกจากจิตหลัก(จู่เหวียนเสิน) หรือจิตสำนึกหลักของตนแล้ว ยังมีจิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน) หรือจิตสำนึกรอง บางคนมีจิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)หนึ่งจิต บางคนมีสองจิต สามจิต สี่จิต บางคนมีถึงห้าจิต จิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)กับเพศของเขาไม่แน่เสมอไปว่าจะต้องเหมือนกัน บ้างเป็นเพศชาย บ้างเป็นเพศหญิง ไม่เหมือนกันทั้งหมด ความจริงแล้วจิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นเพศเดียวกับร่างกาย เพราะเราพบว่า ปัจจุบันมีชายที่มีจิตหลักเป็นหญิงก็มีมาก หญิงที่มีจิตหลักเป็นชายก็มีจำนวนมากเป็นพิเศษ ซึ่งก็สอดคล้องกับสายเต๋าที่พูดกันในปัจจุบันว่าอินหยางกลับกัน อินแกร่งหยางอ่อนอันเป็นปรากฏการณ์สวรรค์

จิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)ของคน มักจะมีระดับชั้นสูงกว่าจิตหลัก(จู่เหวียนเสิน) โดยเฉพาะบางคน จิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)ของเขามีระดับสูงเป็นพิเศษ จิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)มิใช่วิญญาณแปลกปลอม เขาออกมาจากครรภ์มารดาพร้อมกับท่าน ตั้งแต่เกิดมีชื่อเดียวกับท่าน เป็นส่วนหนึ่งในร่างกายท่าน ปกติคนเราคิดอะไร ทำอะไร จิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)เป็นผู้สั่งการ จิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)นั้น มีหน้าที่หลักคือพยายามควบคุมไม่ให้จิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)ปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ดี แต่จิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)มีความดื้อรั้น จิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)ก็ไม่อาจทัดทานได้ จิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)ไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลสในสังคมมนุษย์ แต่จิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)มักจะถูกครอบงำได้ง่าย

จิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)ของบางคนมาจากระดับชั้นที่สูงมาก ขาดเพียงนิดเดียวก็จะได้มรรคผล จิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม หากจิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)ไม่คิดจะบำเพ็ญก็ทำอะไรไม่ได้ มีวันหนึ่งในช่วงที่พลังลมปราณ(ชี่กง)เป็นที่นิยม จิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)คิดจะฝึกพลัง(กง)กับเขาบ้าง มุ่งสู่การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในระดับชั้นสูง แน่นอนความคิดนั้นบริสุทธิ์ ไม่ได้คิดจะแสวงหาชื่อเสียงและผลประโยชน์ จิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)ดีใจนัก ฉันคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมก็ทำไม่ได้ เจ้าคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมตรงกับความตั้งใจของฉันพอดี แต่จะไปหาอาจารย์ที่ไหน จิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)นั้นมีความสามารถ เขาก็จะออกจากร่างไปหาผู้บรรลุธรรมชั้นสูงที่รู้จักในชาติก่อน เพราะว่าจิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)บางรายมีระดับชั้นสูงมาก สามารถออกจากร่างได้ เมื่อไปแจ้งความประสงค์ว่า ต้องการจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ขอยืมพลัง(กง)บ้าง ผู้บรรลุธรรมชั้นสูงเห็นว่าเป็นคนดีใช้ได้ ย่อมยินดีช่วยเหลือเขา เมื่อเป็นเช่นนี้จิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)ก็ไปขอยืมพลัง(กง)มา ซึ่งพลัง(กง)นี้จะมีพลังงานแผ่กระจายส่งมาตามท่อ สิ่งที่ยืมมาบ้างก็มีรูปลักษณ์ ที่เป็นรูปลักษณ์มักจะมีความสามารถพิเศษติดมาด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้เขาอาจจะมีความสามารถพิเศษขึ้นมาในเวลาเดียวกัน คนผู้นี้ก็คล้ายกับคนที่ข้าพเจ้าพูดถึงก่อนหน้านี้ กลางคืนนอนหลับร้อนจนทนไม่ไหว รุ่งเช้าตื่นขึ้นมาจะรู้สึกตัวว่าตนเองมีพลัง(กง)ขึ้นมา จับต้องอะไรก็มีไฟฟ้าสถิต สามารถบำบัดรักษาโรคให้กับผู้อื่นได้ เขารู้ว่ามีพลัง(กง) แต่ไม่ทราบว่าได้มาจากที่ใด เขาเพียงแต่ทราบว่า พลัง(กง)เหล่านี้มาจากมิติของจักรวาล แต่มาได้อย่างไรเขาไม่ทราบ จิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)ไม่ได้บอกเขา เพราะว่ามันเป็นการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของจิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน) เขาทราบแต่ว่ามีพลัง(กง)เกิดขึ้นแล้ว

ผู้ที่ยืมพลัง(กง)โดยมากไม่ถูกจำกัดด้วยอายุ เป็นคนหนุ่มสาวเสียส่วนใหญ่ ที่เคยพบเห็นมีตั้งแต่อายุเลย 20 ปี เลย 30 ปี เลย 40 ปีก็มี อายุมากก็มี คนหนุ่มสาวควบคุมตัวเองได้ยาก ในเวลาปกติเห็นว่าเขาเป็นคนใช้ได้ ในสังคมมนุษย์ขณะที่ยังไม่มีความสามารถ ความโลภต่อชื่อเสียงเงินทองก็ไม่มาก แต่เมื่อมีความสามารถเกินผู้อื่น ก็มักจะถูกความโลภในชื่อเสียงเงินทองรบกวน เขาคิดว่า หนทางชีวิตของเขายังยาวไกล ยังคิดที่จะดิ้นรนขวนขวาย เพื่อบรรลุเป้าหมายในสังคมมนุษย์ เพราะฉะนั้นเมื่อเขาได้ความสามารถพิเศษนี้มา มีความสามารถ เขาก็จะนำไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายของตนในสังคม จะยอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้ และไม่อนุญาตให้เขานำพลัง(กง)ไปใช้เช่นนั้น ยิ่งใช้พลัง(กง)ก็จะยิ่งลดน้อยลง สุดท้ายอะไรก็ไม่เหลืออีก มีคนประเภทนี้ตกลงมามากต่อมาก เท่าที่ข้าพเจ้าดูปัจจุบันไม่มีเหลือแม้แต่คนเดียว

ลักษณะสองประการที่ข้าพเจ้ากล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นแบบอย่างของผู้ที่มีจิต(ซินซิ่ง)ค่อนข้างดีที่ได้พลัง(กง)มา ไม่ใช่พลัง(กง)ที่ตัวเองฝึกออกมา แต่ได้มาจากผู้บรรลุธรรม เพราะฉะนั้นพลัง(กง)ลักษณะนี้นับว่าเป็นสิ่งดี

การสิงร่าง

เราอาจเคยได้ยินได้ฟังในวงการบำเพ็ญปฏิบัติเขาเล่ากัน เกี่ยวกับการถูกสัตว์เช่นสุนัขจิ้งจอก พังพอน งู เป็นต้น เข้าสิงร่าง ความเป็นมาของสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างไร มีคนกล่าวกันว่าการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมก็เพื่อให้ได้มาซึ่งความสามารถพิเศษ ความจริงแล้วมิใช่เพื่อการเสริมสร้างความสามารถพิเศษ เพราะความสามารถพิเศษเหล่านี้คือความสามารถดั้งเดิมของมนุษย์ เพียงแต่ว่าสังคมมนุษย์มีการพัฒนาก้าวหน้าไปมาก นับวันคนก็ยิ่งให้ความสำคัญต่อวัตถุที่มีรูปในมิติของเรานี้ พึ่งพาอาศัยเครื่องมือเทคโนโลยีมากขึ้นๆ เพราะฉะนั้นทำให้ความสามารถดั้งเดิมที่มีอยู่ค่อยๆ ถดถอย ท้ายที่สุดก็สูญหายไปจนหมดสิ้น

ถ้าท่านคิดจะมีความสามารถพิเศษ ก็จะต้องผ่านการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม กลับไปสู่สภาพดั้งเดิมแท้จริง บำเพ็ญให้สำเร็จ แต่สัตว์ไม่มีความคิดที่สลับซับซ้อนเช่นนี้ เพราะฉะนั้นมันจึงเชื่อมต่อกับคุณลักษณะพิเศษของจักรวาลได้ มันมีสัญชาตญาณมาแต่กำเนิด บางคนพูดว่าสัตว์สามารถจะบำเพ็ญปฏิบัติได้ สุนัขจิ้งจอกสามารถฝึกตาน งูและสัตว์อื่นๆ สามารถบำเพ็ญปฏิบัติ ไม่ใช่ว่ามันบำเพ็ญปฏิบัติได้ ในระยะแรกมันก็ไม่รู้ว่าการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไร แต่มันมีสัญชาตญาณติดตัวมาแต่เกิด เมื่ออยู่ภายใต้เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมพิเศษ เวลานานเข้าก็อาจสามารถบังเกิดผลขึ้นมา มันจึงสามารถได้พลัง(กง)มา และแสดงความสามารถพิเศษออกมาได้

เมื่อเป็นเช่นนี้มันก็มีความสามารถเกิดขึ้น ในอดีตเราพูดกันว่าถ้าได้พลังเหนือธรรมชาติ(หลิงชี่)แล้วก็เกิดความสามารถขึ้นมา ในสายตาของคนทั่วไป สัตว์มีความร้ายกาจแค่ไหน สามารถควบคุมคนได้อย่างง่ายดาย ที่จริงข้าพเจ้าว่าไม่ร้ายกาจหรอก โดยเฉพาะต่อหน้าผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม มันไม่ใช่อะไรเลย อย่าเห็นว่ามันบำเพ็ญมานับร้อยนับพันปี ยังไม่เท่ากะเบียดนิ้วเดียวของคน พวกเราพูดว่าสัตว์มีสัญชาตญาณมาแต่เกิด มันมีความสามารถ แต่ในจักรวาลของเรามีกฎข้อหนึ่ง นั่นคือไม่อนุญาตให้สัตว์บำเพ็ญจนสำเร็จ เพราะฉะนั้นเรามักจะพบในตำราโบราณว่า ในระยะหลายร้อยปีจะต้องมีการทำลายล้างมันสักครั้ง ทำลายล้างครั้งใหญ่บ้างเล็กบ้าง สัตว์เมื่อถึงระยะเวลาก็จะมีพลัง(กง)เพิ่มขึ้น ก็ต้องทำลายล้างมันโดยฟ้าผ่าหรืออื่นๆ ไม่อนุญาตให้มันบำเพ็ญปฏิบัติ เพราะว่ามันไม่มีคุณสมบัติของมนุษย์ จึงไม่ให้มันบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเช่นเดียวกับมนุษย์ ไม่มีคุณลักษณะของมนุษย์ มันบำเพ็ญจนสำเร็จก็คือมาร จึงไม่อนุญาตให้มันได้บำเพ็ญสำเร็จ ดังนั้นสวรรค์จึงต้องพิฆาตมัน มันก็รู้ในสิ่งนี้ แต่ข้าพเจ้าได้พูดไว้แล้วว่า สังคมมนุษย์ปัจจุบันตกต่ำอย่างมาก บางคนทำแต่ความเลวความชั่ว มาถึงสภาพเช่นนี้ สังคมมนุษย์เราจะไม่อันตรายหรือ

ทุกสิ่งเมื่อถึงที่สุดก็ต้องย้อนกลับ เราพบว่าสังคมมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนที่จะถึงแก่การดับสลายในแต่ละรอบ ล้วนเกิดจากความตกต่ำอย่างที่สุดทางศีลธรรมของมนุษย์ ทุกวันนี้มิติที่มนุษย์เราอาศัยอยู่และมิติอื่นๆ ล้วนตกอยู่ในสภาวะที่อันตรายอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะอยู่ในมิติใดในระดับชั้นนี้ก็อันตรายด้วยเช่นกัน มันก็จะต้องหาทางหลีกหนีโดยเร็วเช่นกัน โดยการไต่เต้าไปสู่ระดับที่สูงขึ้น คิดว่าการยกระดับชั้นแล้วจะหนีได้พ้น พูดง่ายแต่ทำยาก การคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมต้องมีเรือนร่างมนุษย์ เพราะฉะนั้นจึงปรากฏมีผู้ฝึกพลัง(กง)ถูกวิญญาณแปลกปลอมเข้าสิง ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่ง

มีคนคิด ทำไมเหล่าผู้สำเร็จธรรมชั้นสูง อาจารย์พลัง(กง)สูงส่งซึ่งมีอยู่มากมายทำไมจึงไม่ดูแล เพราะจักรวาลของเราก็มีกฎอยู่ข้อหนึ่ง สิ่งที่ท่านแสวงหาเอง สิ่งที่ท่านต้องการผู้อื่นจะไม่มาก้าวก่าย เราสอนให้พวกท่านเดินไปบนทางสายหลัก ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดหลักธรรมให้ท่านอย่างชัดเจน ให้ท่านรับรู้(อู้)ด้วยตัวเอง ท่านจะศึกษาหรือไม่ เป็นปัญหาของท่านเอง อาจารย์เพียงแต่เป็นผู้นำท่านเข้าสู่ประตูธรรม ส่วนการบำเพ็ญขึ้นกับแต่ละคน ไม่มีใครบังคับให้ท่านบำเพ็ญ จะบำเพ็ญหรือไม่ เป็นปัญหาของตัวท่านเอง กล่าวคือท่านจะเดินไปทางไหน ท่านคิดอยากได้อะไร ไม่มีใครก้าวก่ายได้ มีแต่แนะนำให้ใฝ่ดี

มีบางคนที่เราเห็นเขาฝึกพลัง(กง) ที่จริงแล้ววิญญาณแปลกปลอมที่สิงอยู่ได้พลัง(กง)ไป ทำไมจึงปล่อยให้วิญญาณแปลกปลอมเข้าสิง การฝึกพลัง(กง)ในที่ต่างๆ มีคนกี่มากน้อยที่ถูกวิญญาณแปลกปลอมเข้าสิง พูดออกมาแล้วจะมีคนจำนวนมากไม่กล้าฝึกพลัง(กง) มีจำนวนมากจนน่าตกใจ ทำไมจึงมีสภาพเช่นนี้ปรากฏ สิ่งเหล่านี้กำลังก่อความหายนะในสังคมมนุษย์ ทำไมถึงปรากฏเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเช่นนี้ นี่ก็คือสิ่งที่มนุษย์เองชักนำมา เพราะว่ามนุษย์เรากำลังเลวลงทุกขณะ มารก็มีอยู่ทุกแห่งหน โดยเฉพาะอาจารย์ถ่ายทอดพลังลมปราณ(ชี่กง)จอมปลอมทั้งหลายล้วนมีวิญญาณแปลกปลอมสิงอยู่ สิ่งที่เขาถ่ายทอดก็คือสิ่งเหล่านี้ แต่ไหนแต่ไรมาในประวัติศาสตร์จะไม่อนุญาตให้สัตว์เข้ามาสิงร่างคน เมื่อเข้ามาก็จะต้องฆ่ามันเสีย ไม่ว่าใครพบเห็นก็จะไม่อนุญาตโดยเด็ดขาด แต่ในสังคมปัจจุบันก็มีคนขอมัน ต้องการมัน เซ่นไหว้มัน มีคนคิดว่าฉันไม่ได้ขอมันตรงๆ ท่านไม่ได้ขอมัน แต่ท่านขอความสามารถพิเศษ ผู้บรรลุธรรมชั้นสูงในหลักธรรมสายหลักจะให้ท่านได้หรือ การขอก็คือการยึดติดในสังคมมนุษย์ จิตใจเช่นนี้จะต้องขจัดให้หมดไป ถ้าเช่นนั้นใครจะให้ได้เล่า ก็จะมีแต่มารและสัตว์ชนิดต่างๆ ในมิติอื่นๆ ที่จะให้ได้ นั่นเท่ากับเป็นการไปขอมันมิใช่หรือ มันก็มา

จะมีสักกี่คนที่มาบำเพ็ญปฏิบัติธรรมด้วยความคิดที่ถูกต้อง การฝึกพลัง(กง)จะต้องเน้นกุศล ต้องกระทำความดี มีเมตตาจิต ต้องตั้งตนอยู่ในทำนองคลองธรรมอยู่เสมอ ไม่ว่าท่านจะฝึกอยู่ในสวนสาธารณะก็ดี ในบ้านก็ดี จะมีใครสักกี่คนคิดอย่างนี้ บางคนก็ไม่รู้ว่าเขาฝึกพลัง(กง)อะไร ฝึกไปพลางจิตก็ล่องลอยปากก็ยังบ่นว่า ลูกสะใภ้ของฉันไม่กตัญญูต่อฉัน แม่สามีฉันแย่จังเลย บางคนบ่นตั้งแต่เรื่องในที่ทำงานไปจนถึงเรื่องสำคัญของบ้านเมือง ไม่มีเรื่องอะไรที่ไม่บ่น สิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความคิดของตนเองก็เกิดอารมณ์ขัดเคือง ท่านว่านี่เป็นการฝึกพลัง(กง)หรือ บางคนฝึกพลัง(กง)ท่ายืนอยู่ทั้งเหนื่อยทั้งเมื่อยจนขาสั่น แต่ในสมองยังฟุ้งซ่าน เช่นปัจจุบันข้าวของราคาแพง ข้าวของก็ขึ้นราคา ทำไมที่ทำงานเงินเดือนยังไม่ออก ทำไมฉันฝึกแล้วความสามารถพิเศษจึงยังไม่ปรากฏ ความสามารถพิเศษปรากฏออกมาเมื่อไร ฉันจะเป็นอาจารย์ชี่กง ก็จะร่ำรวย หากินด้วยการบำบัดรักษาโรค เมื่อเห็นผู้อื่นฝึกจนมีความสามารถพิเศษ เขาจะยิ่งกระวนกระวายใจ ยิ่งพยายามจะแสวงหาความสามารถพิเศษ แสวงหาตาทิพย์ แสวงหาความสามารถในการรักษาโรค พวกท่านลองคิดดู มันช่างห่างไกลจากคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล ซึ่งยึดมั่นในความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)ไปกันคนละทาง พูดให้แรงหน่อย พวกเขากำลังฝึกไปในทางชั่วร้าย แต่ตัวเขาเองกลับไม่รู้สึกตัว ยิ่งคิดมากความคิดยิ่งเลวร้าย คนเช่นนี้จะไม่ได้หลักธรรม เขาไม่เน้นกุศล คิดว่าการฝึกพลัง(กง)อาศัยวิธีฝึกกระบวนท่าก็จะสามารถฝึกให้เกิดพลัง(กง)ขึ้นมาได้ เขาคิดอยากได้อะไรก็แสวงหาสิ่งนั้น เขาคิดว่าเป็นเช่นนี้

เป็นเพราะความคิดของตัวเองไม่ถูกต้อง จึงชักนำเอาสิ่งไม่ดีเข้าหาตัว สัตว์ตัวนั้นอาจมองเห็นว่าคนผู้นี้ฝึกพลัง(กง)เพื่อความร่ำรวย ต้องการชื่อเสียง ต้องการความสามารถพิเศษ ร่างกายของเขาก็ไม่เลว มีสิ่งดีๆ ติดตัวมามาก แต่ความคิดเขาเลวมาก เขาต้องการความสามารถพิเศษ เขาอาจมีอาจารย์ ถึงแม้จะมีอาจารย์ฉันก็ไม่กลัว เพราะมันรู้ว่าอาจารย์ที่สอนการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริงเห็นเขาแสวงหาแต่ความสามารถพิเศษ ยิ่งแสวงหายิ่งไม่ให้ เป็นจิตยึดติดที่ต้องขจัดออกไป เขายิ่งมีความคิดเช่นนี้ก็ยิ่งไม่ให้ความสามารถพิเศษเขา เขาก็ยิ่งไม่รับรู้(อู้) ยิ่งแสวงหาความคิดก็ยิ่งไม่ดี ผลสุดท้ายอาจารย์ก็ได้แต่ถอนหายใจว่าคนผู้นี้ช่วยไม่ได้ ก็จะเลิกยุ่งกับเขา มีบางคนไม่มีอาจารย์ อาจมีอาจารย์ผ่านทางมาดูแลเขา เพราะผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงในแต่ละมิติมีอยู่มากมาย ผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงเมื่อเห็นคนผู้นี้ก็จะดูแลเขาสักวัน เห็นไม่ได้ผลก็ผละไป พรุ่งนี้ก็มาใหม่อีกท่าน มองดูเห็นว่าคนนี้ไปไม่ไหว ก็จากไปอีก

สัตว์นั้นรู้ว่าเขามีอาจารย์ก็ดี มีอาจารย์ผ่านทางมาก็ดี สิ่งที่เขาแสวงหา อาจารย์ท่านให้ไม่ได้ เพราะว่าสัตว์มองไม่เห็นมิติที่ผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงสถิตอยู่ ดังนั้นมันจึงไม่กลัว มันอาศัยช่องว่างนี้ ในจักรวาลของเรามีกฎอยู่ข้อหนึ่ง สิ่งที่เขาแสวงหา ตัวเองคิดอยากได้ โดยทั่วไปผู้อื่นไม่สามารถก้าวก่ายได้ มันอาศัยช่องว่างนี้ เมื่อเขาอยากได้ ข้าก็จะให้เขา ข้าช่วยเขาไม่ผิดไม่ใช่หรือ มันไม่กล้าเข้าสิงทันที โดยจะลองให้พลัง(กง)เขาเล็กน้อยก่อน เขาพบว่าอยู่มาวันหนึ่งตัวเองมีพลัง(กง)ขึ้นมา อีกทั้งสามารถบำบัดรักษาโรคได้ สัตว์นั้นเห็นว่าได้ผล เหมือนเป็นการโหมโรงก่อนการแสดงจริง เขาต้องการเช่นนี้ ข้าก็จะเข้าสิง เมื่อสิงแล้วก็จะให้มากจนเป็นที่พอใจ ท่านไม่ใช่ต้องการตาทิพย์หรอกหรือ ท่านต้องการอะไรก็จะให้ทุกอย่าง มันก็เข้าสิงร่าง

ความคิดแสวงหาของเขา กำลังแสวงหาสิ่งเหล่านี้อยู่พอดี ตาทิพย์ก็เปิด ยังสามารถปล่อยพลัง(กง)ออกมา ทั้งยังมีความสามารถพิเศษเล็กๆ น้อยๆ ได้ เขาดีใจมาก คิดว่าได้สิ่งที่ตัวเองแสวงหาแล้ว ฝึกจนสำเร็จแล้ว แท้ที่จริงเขาไม่ได้ฝึกสำเร็จเอง เขารู้สึกว่าเขาสามารถมองทะลุร่างคน สามารถเห็นว่าร่างกายคนส่วนไหนมีโรค ความจริงแล้วตาทิพย์ของเขาไม่ได้เปิด แต่สัตว์ที่สิงอยู่ได้ควบคุมสมองใหญ่ของเขา สัตว์ตัวนั้นใช้สายตาของมันมองดู แล้วสะท้อนภาพไปยังสมองใหญ่ของเขา เขาก็คิดว่าตาทิพย์ของตนเปิดแล้ว ส่งพลัง(กง)ออกมาได้ พอเขายื่นมือออกมาเพื่อปล่อยพลัง(กง) กรงเล็บของสัตว์ตัวนั้นก็จะยื่นออกมาจากตัวเขาเช่นกัน พอเขาส่งพลัง(กง)ออกมา งูตัวนั้นแลบลิ้นไปยังจุดที่มีโรคหรือจุดที่เป็นฝี แล้วใช้ลิ้นเลียเอา เรื่องราวประเภทนี้มีมากมาย คนที่ถูกวิญญาณแปลกปลอมเข้าสิงล้วนเกิดจากที่ตัวเองแสวงหามา

เนื่องจากเขาแสวงหา คิดแต่จะร่ำรวยมั่งมี มีชื่อเสียงดี ความสามารถพิเศษก็มีแล้ว สามารถรักษาโรคได้ ตาทิพย์ก็มองเห็น สิ่งนี้ทำให้เขาดีใจ สัตว์มองเห็นแล้วว่า ท่านต้องการความร่ำรวยมั่งมีไม่ใช่หรือ ตกลง ข้าก็ให้ท่านได้ร่ำรวยมั่งมี การที่สมองใหญ่ของคนเราถูกควบคุม ถือว่าเป็นเรื่องที่ง่ายมาก มันสามารถควบคุมคนจำนวนมากมาให้ท่านรักษา มากันมากมาย ด้านหนึ่งเขาให้การรักษา อีกด้านหนึ่งก็ควบคุมนักข่าวให้ลงโฆษณา มันควบคุมคนเราให้ทำในสิ่งเหล่านี้ คนไข้ให้เงินน้อยก็ไม่ยอม โดยจะทำให้เขาปวดศีรษะ อย่างไรก็ต้องให้จ่ายเงินมาก ให้เขาร่ำรวยทั้งเงินทองและชื่อเสียง อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ก็ได้เป็นแล้ว โดยมากคนพวกนี้ไม่คำนึงถึงเรื่องจิต(ซินซิ่ง) อะไรก็กล้าพูด สวรรค์เป็นหนึ่ง เขาเป็นรอง เขากล้าพูดว่าเขาคือหวางหมู่เหนียงเหนียง อวี้หวางต้าตี้(เง็กเซียนฮ่องเต้)ลงมาจุติ เขากล้าพูดว่าเขาคือพระพุทธ เพราะว่าเขาไม่ได้ผ่านการบำเพ็ญจิต(ซินซิ่ง)มาอย่างแท้จริง เขาฝึกพลัง(กง)ก็เพื่อแสวงหาความสามารถพิเศษ ผลก็คือการชักนำวิญญาณสัตว์เข้ามาสิงร่าง

บางท่านอาจคิด ทำไมจะไม่ดี หาเงินทองได้ ขอเพียงให้ร่ำรวยซ้ำยังมีชื่อเสียงอีกด้วยก็ใช้ได้ มีคนไม่น้อยที่คิดเช่นนี้ ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเรา สัตว์มันมีจุดมุ่งหมายที่เข้ามาสิงในร่างคน มันไม่ทำให้ท่านโดยไม่มีสาเหตุ จักรวาลมีกฎข้อหนึ่งว่า ผู้ไม่สูญเสียย่อมไม่ได้ แล้วมันได้อะไร ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าได้พูดถึงเรื่องนี้แล้วว่า มันต้องการสิ่งสุดยอดในร่างกายของท่านเพื่อบำเพ็ญเป็นร่างคน มันก็จะดูดเอาสิ่งสุดยอดจากร่างกายของคน สิ่งสุดยอดนี้หากเราคิดที่จะบำเพ็ญปฏิบัติก็ต้องใช้ หากว่าปล่อยให้มันดูดเอาไป ท่านก็ไม่ต้องคิดที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม จะบำเพ็ญปฏิบัติอย่างไรได้ ท่านจะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่อีกเลย บำเพ็ญปฏิบัติไม่ได้อีกแล้ว บางคนอาจกล่าวว่าข้าก็ไม่คิดที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมหรอก ข้าคิดแต่จะร่ำรวย มีเงินมีทองเป็นใช้ได้ ช่างมันปะไร ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกท่าน ท่านคิดจะร่ำรวยมั่งมี แต่เมื่อข้าพเจ้าบอกเหตุผลแล้ว ท่านก็จะเลิกล้มความคิดเช่นนี้ เพราะอะไร หากว่ามันออกจากร่างของท่านเร็วหน่อย ท่านก็จะรู้สึกว่าร่างกายไม่มีเรี่ยวแรง ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปสภาพร่างกายท่านจะเป็นเช่นนี้ตลอดชีวิต เพราะว่าสิ่งสุดยอดภายในร่างกายของคนถูกมันดูดเอาไปมากเกินไป หากมันออกจากร่างของท่านช้า ท่านก็จะเหมือนซากศพตายทั้งเป็น ชีวิตที่เหลือ ท่านอาจต้องนอนรอความตายบนเตียง มีเงินแล้วท่านจะมีโอกาสได้ใช้หรือ มีชื่อเสียงแล้วท่านจะเสวยสุขได้หรือ มันน่ากลัวไหมล่ะ

เรื่องเหล่านี้มีปรากฏให้เห็นเด่นชัดในวงการฝึกพลัง(กง)ในปัจจุบันซึ่งมีมากมาย มันไม่เพียงแต่เข้าสิงร่าง ยังทำลายจิตหลัก(เหวียนเสิน)ของคน มันเจาะเข้าไปในหนีหวานกง นั่งยองๆ อยู่ตรงนั้น มองผิวเผินเขาคือคน แต่ว่าเขาไม่ใช่คน ปัจจุบันมีสภาพเช่นนี้ปรากฏอยู่มาก เพราะว่ามาตรฐานศีลธรรมของเราเกิดการเปลี่ยนแปลง บางคนทำแต่ความชั่ว ท่านบอกเขาว่าเขากำลังทำชั่ว เขาจะไม่เชื่อ เขาคิดว่าการหาเงิน การแสวงหาความร่ำรวยนั้นเป็นไปตามหลักของธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องถูกต้อง เพราะฉะนั้นจึงทำร้ายผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเสียหาย เพื่อเงินแล้วสิ่งเลวร้ายทุกอย่างเขากล้าทำทั้งนั้น ถ้ามันไม่สูญเสีย มันก็จะไม่ได้ มันจะให้อะไรท่านเปล่าๆ เช่นนั้นหรือ มันต้องการสิ่งที่อยู่ในร่างกายของท่าน แน่นอนข้าพเจ้าพูดแล้ว เป็นเพราะว่าความคิดของคนไม่ถูกต้อง จิตไม่เที่ยงตรง จึงนำพาความยุ่งยากมาสู่ตัว

พวกเราพูดถึงหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) การบำเพ็ญปฏิบัติในหลักธรรมของเรา ขอเพียงท่านสามารถควบคุมจิต(ซินซิ่ง)ให้มั่นคง ธรรมะย่อมชนะอธรรม ท่านก็จะไม่เกิดปัญหาใดๆ หากจิต(ซินซิ่ง)ของท่านไม่สามารถควบคุมจิตใจให้มั่นคง เที่ยวแสวงหาสิ่งนี้สิ่งนั้น ก็จะนำมาซึ่งความยุ่งยากอย่างแน่นอน บางท่านไม่ยอมละทิ้งวิชาเก่าที่เคยฝึกมาก่อน เราเน้นการฝึกพลัง(กง)ต้องแน่วแน่หนึ่งเดียว การบำเพ็ญปฏิบัติที่แท้จริงต้องแน่วแน่หนึ่งเดียว ท่านอย่าเห็นว่าอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)บางท่านเขียนตำราออกมามากมาย ข้าพเจ้าบอกกับพวกท่านได้เลยว่า ในหนังสือของเขาอะไรก็มี เหมือนสิ่งที่เขาฝึก มีทั้งงู สุนัขจิ้งจอก พังพอน พอท่านเปิดดูหนังสือเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้ก็จะกระโดดออกมาจากตัวหนังสือ ข้าพเจ้าพูดแล้วว่า อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)จอมปลอมมีมากกว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)จริงเป็นหลายๆ เท่า ท่านแยกแยะไม่ออก ฉะนั้นท่านจะต้องควบคุมให้ได้ ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความว่าท่านจะต้องมาฝึกบำเพ็ญหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) ท่านจะไปฝึกวิชาใดก็ได้ แต่ที่ผ่านมามีคำกล่าวอยู่ประโยคหนึ่ง พันปีไม่ได้หลักธรรมที่แท้จริง ก็จะไม่ฝึกวิชามารแม้แต่วันเดียว ดังนั้นจะต้องมีจิตใจมั่นคงบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมที่แท้จริง อย่าได้ปะปนวิชาอื่นเข้าไป แม้แต่จิตนึกคิดก็ปะปนเข้าไปไม่ได้ ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ของผู้ฝึกบางท่านถึงกับเสียรูปไป ทำไมจึงเสียรูปไปทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ฝึกวิชานั้น แต่เมื่อเวลาเขาฝึก ความนึกคิดจะปะปนด้วยวิชาเดิมที่เคยฝึก เท่ากับปะปนสิ่งอื่นเข้าไป ปัญหาเกี่ยวกับการเข้าสิงร่าง ข้าพเจ้าจะขอพูดเพียงเท่านี้

ภาษาจักรวาล

อะไรคือภาษาจักรวาล ภาษาจักรวาลก็คือคนผู้หนึ่งอยู่ๆ ก็สามารถพูดภาษาที่แปลกประหลาดออกมา “ตีลีตูลู ตีลีตูลู” พูดอะไรตัวเขาเองก็ไม่รู้เรื่อง ผู้ที่มีความสามารถหยั่งรู้จิตใจคน สามารถเข้าใจความหมายได้บ้าง แต่จะไม่เข้าใจความหมายของเขาอย่างเป็นรูปธรรม บางคนสามารถพูดภาษาต่างๆ ได้หลายชนิด บางคนคิดว่าเป็นเรื่องน่าภูมิใจ คิดว่าเป็นความสามารถและความสามารถพิเศษ อันที่จริงมันไม่ใช่ความสามารถพิเศษ และไม่ใช่ความสามารถของผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ไม่สามารถเป็นเครื่องแสดงระดับชั้นของท่าน แล้วมันคืออะไร มันก็คือความคิดของท่านถูกควบคุมด้วยวิญญาณ(หลิงถี่)ที่มาจากมิติอื่น ท่านอาจรู้สึกว่าดี ชื่นชอบดีใจ ท่านยิ่งดีใจมันก็จะเข้าสิงในตัวท่านแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การเป็นผู้ฝึกปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ท่านจะยอมให้มันควบคุมหรือ มันมาจากระดับที่ต่ำมาก ดังนั้นพวกเราผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ต้องไม่ชักนำความยุ่งยากเหล่านี้มาสู่ตัวเอง

มนุษย์นั้นมีค่ามากที่สุดประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ท่านจะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้มาควบคุมท่านได้อย่างไร ร่างกายของท่านเองยังไม่ต้องการ ช่างน่าสมเพชเสียจริง สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้บ้างก็จะเข้ามาในร่างของคน บ้างก็ไม่เข้าในร่างคน แต่จะอยู่ห่างออกไป แต่มันจะคอยครอบงำและควบคุมท่าน ท่านคิดจะพูดมันก็จะให้ท่านพูด “ตีลีตูลู” ยังสามารถถ่ายทอดอีก ใครที่ใจกล้าคิดจะเรียน พออ้าปากก็พูดออกมาได้ ความจริงสิ่งนั้นอยู่กันเป็นฝูงๆ ท่านคิดจะพูดมันก็เข้าสิงให้ท่านพูด

ทำไมจึงมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ก็คล้ายกับที่ข้าพเจ้าได้กล่าวกับพวกเราไว้ มันต้องการที่จะยกระดับชั้นของมัน แต่ในที่ที่มันอยู่ไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมาน จึงไม่สามารถบำเพ็ญปฏิบัติและไม่สามารถยกระดับชั้นให้สูงขึ้นได้ มันจึงคิดหาทาง ช่วยคนทำความดี แต่มันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร มันรู้ว่าถ้าส่งพลังของมันออกมา ก็จะสามารถทำให้อาการของผู้ที่เจ็บป่วยระงับได้ชั่วขณะ สามารถลดความเจ็บปวดให้ผู้ป่วยได้ในขณะนั้น แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะฉะนั้นมันจึงอาศัยปากของคนส่งมันออกมาเพื่อให้บังเกิดผลเช่นนี้ เรื่องก็เป็นเช่นนี้ บางคนคิดว่าเป็นภาษาสวรรค์ บางคนคิดว่าเป็นภาษาของพระพุทธ นี่เป็นการลบหลู่พระพุทธ ข้าพเจ้าว่าเป็นเรื่องเหลวไหล

เราทราบกันดีว่า พระพุทธไม่เอ่ยปากพูดอย่างง่ายๆ หากว่าพระพุทธเอ่ยปากพูดในมิตินี้ ก็จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวในโลกมนุษย์ เสียงดังสนั่นกึกก้องช่างรุนแรงเหลือเกิน บางคนพูดว่า ตาทิพย์ของข้ามองเห็นแล้ว พระองค์พูดกับข้าแล้ว พระองค์ไม่ได้พูดกับท่าน บางคนมองเห็นธรรมกายของข้าพเจ้า ธรรมกายของข้าพเจ้าไม่ได้พูดคุยกับท่าน กระแสจิตที่พระองค์แผ่ออกมามีเสียงแบบสามมิติ ท่านได้ยินแล้วก็เหมือนกับว่าพระองค์กำลังพูดอยู่ โดยปกติแล้วพระพุทธอาจจะพูดคุยกันในมิติของเขา แต่เสียงที่ส่งผ่านไปยังอีกมิติหนึ่ง จะฟังไม่ชัดเจนว่าพูดอะไร เพราะว่าความนึกคิดของมิติกาลเวลาของทั้ง 2 มิติแตกต่างกัน เช่นเวลาในมิติของเราหนึ่งชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมงในปัจจุบัน แต่ในมิติใหญ่ที่นั่น 1 ชั่วยามของเราก็คือ 1 ปีของเขา เวลาของเราจะช้ากว่าเวลาของเขา

เราคงจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “วันเดียวบนสวรรค์ พันปีบนพื้นโลก” นั่นหมายถึงโลกเอกเทศที่ไร้มิติ ไร้ความคิดด้านเวลา เป็นโลกของผู้สำเร็จธรรมชั้นสูง เช่นโลกจี๋เล่อซื่อเจี้ย โลกหลิวหลีซื่อเจี้ย โลกฝ่าหลุนซื่อเจี้ย โลกเหลียนฮัวซื่อเจี้ย เป็นต้น ก็คือสถานที่เหล่านั้น แต่ในมิติที่กว้างใหญ่ เวลากลับรวดเร็วกว่า หากท่านสามารถรับได้ ได้ยินเขาพูดกัน คนที่มีหูทิพย์สามารถได้ยินเสียงพูด เสียงที่ท่านได้ยินก็จะไม่ชัดเจน ได้ยินเหมือนเสียงนกร้อง เหมือนเสียงจากแผ่นเสียงเล่นด้วยความเร็วสูง ฟังไม่ได้ศัพท์ แน่นอนบางคนสามารถได้ยินเสียงดนตรี และเสียงพูดคุย แต่เขาจะต้องอาศัยความสามารถพิเศษอีกแบบหนึ่งเป็นสื่อแปลงสัญญาณ เพื่อปรับความเหลื่อมล้ำของเวลา เสียงที่ส่งผ่านมาถึงหูท่านจึงจะได้ยินชัดเจน เป็นสภาพเช่นนี้ บางคนพูดว่าเป็นภาษาพระพุทธ แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่

การพบปะกันระหว่างท่านผู้สำเร็จธรรมชั้นสูง เพียงรอยยิ้มก็จะเข้าใจซึ่งกันและกันได้ดี เพราะเป็นการสื่อสารทางจิตโดยปราศจากเสียง เสียงที่ได้รับเป็นเสมือนเสียงระบบสามมิติ เขาทั้งสองเพียงแค่ยิ้มก็แลกเปลี่ยนความคิดเรียบร้อยแล้ว การสื่อสารก็มิได้มีเพียงวิธีนี้ ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ใช้กัน ทุกท่านคงทราบกันว่า นิกายมี่จง ลามะในทิเบตมีกระบวนท่ามือในการสื่อสาร แต่ท่านลองถามพระลามะว่ากระบวนท่ามือนั้นคืออะไร เขาจะบอกท่านว่าเป็นโยคะชั้นสูง ความหมายอย่างเป็นรูปธรรมเป็นอย่างไร เขาเองก็ไม่ทราบ ความจริงแล้วเป็นภาษาของผู้สำเร็จธรรมชั้นสูง เวลามีคนมากเขาจะใช้การสื่อสารเป็นกระบวนท่ามือชุดใหญ่ แต่ละชุดสวยงามมาก เมื่อมีคนน้อยท่านจะใช้กระบวนท่ามือชุดเล็กก็สวยน่าดูเหมือนกัน แต่ละท่วงท่าของกระบวนท่ามือชุดเล็กมีความซับซ้อนและหลากหลายมาก เพราะว่ามันก็คือภาษา ที่ผ่านมาสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความลับของสวรรค์ เราก็ได้พูดออกมาแล้ว การสื่อสารโดยกระบวนท่ามือซึ่งทางทิเบตนำมาใช้ในการฝึกปฏิบัติโดยเฉพาะ มีท่วงท่าเพียงไม่กี่ท่าเท่านั้น พวกเขาได้รวบรวมขึ้นเป็นระบบ มันเป็นเพียงภาษาชนิดหนึ่งที่ใช้ในการฝึกพลัง(กง)ของพวกเขาเท่านั้น และเป็นเพียงบางรูปแบบของการฝึกพลัง(กง)เท่านั้น การสื่อสารโดยกระบวนท่ามือที่แท้จริงจะสลับซับซ้อนอย่างมาก

อาจารย์ให้อะไรแก่ลูกศิษย์

บางท่านพบกับข้าพเจ้าจะจับมือไม่ยอมปล่อย คนอื่นๆ พอเห็นเขาจับมือ ก็ขอจับมือข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้าทราบดีว่าในใจพวกเขาคิดอะไร บางคนคิดเพียงแต่ได้จับมือกับอาจารย์ก็รู้สึกดีใจเป็นอันมาก บางคนคิดจะได้สื่อสัญญาณอะไรบางอย่าง จึงจับแล้วไม่ยอมปล่อยมือ ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเราว่า การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงเป็นเรื่องของแต่ละคน ที่นี่เราไม่รักษาโรคและเสริมสร้างสุขภาพให้ท่าน หรือให้สื่อสัญญาณอะไรเพื่อบำบัดโรคให้แก่ท่าน เราไม่ทำในสิ่งเหล่านี้ โรคภัยไข้เจ็บของท่านข้าพเจ้าจะขจัดให้ท่านเองโดยตรง โดยธรรมกายของข้าพเจ้าในระหว่างที่ท่านบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ณ ศูนย์ฝึก ท่านที่อ่านหนังสือศึกษาด้วยตัวเอง ธรรมกายของข้าพเจ้าจะช่วยขจัดสิ่งเหล่านี้ของท่านออกไปด้วย ท่านอย่าได้หลงเข้าใจผิดคิดว่าสัมผัสจับต้องมือของข้าพเจ้าแล้ว พลัง(กง)ของท่านก็จะเพิ่มขึ้น นั่นเป็นเรื่องน่าขัน

พลัง(กง)ที่เกิดขึ้นต้องอาศัยการบำเพ็ญจิต(ซินซิ่ง)ของท่านด้วยตัวเอง ท่านไม่บำเพ็ญปฏิบัติจริงจัง พลัง(กง)เหล่านี้ก็จะไม่เพิ่มขึ้น เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับมาตรฐานของจิต(ซินซิ่ง) ในเวลาที่พลัง(กง)ของท่านเพิ่มขึ้น ผู้บรรลุธรรมระดับสูงจะมองเห็นว่าท่านได้ขจัดจิตยึดติด สสารเหล่านั้นออกไปแล้ว บนศีรษะของท่าน จะมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นมาเสมือนไม้วัด ซึ่งมีรูปเป็นเสาหลักพลัง(กง) ไม้วัดนี้สูงเท่าใดเสาหลักพลัง(กง)ก็จะสูงเท่านั้น มันเป็นตัวแทนความสูงต่ำของพลัง(กง) ที่ท่านบำเพ็ญมาได้ด้วยตนเอง และก็เป็นมาตรวัดจิต(ซินซิ่ง)ของท่าน ไม่มีใครจะสามารถเพิ่มเติมให้ท่านได้ เพิ่มเติมให้แม้เพียงเล็กน้อยก็ตั้งไม่อยู่จะหลุดลงมา ข้าพเจ้าสามารถยกท่านให้ขึ้นถึงระดับซันฮวาจวี้ติ่ง(ดอกไม้ 3 ดอกบนศีรษะ)ได้ทันที แต่พอก้าวออกประตูพลัง(กง)ก็จะร่วงหล่นไป เพราะพลัง(กง)ที่เกิดไม่ได้เกิดจากการบำเพ็ญของท่านเองจึงตั้งไม่อยู่ เพราะมาตรฐานจิต(ซินซิ่ง)ของท่านไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่มีใครสามารถเพิ่มเติมให้ท่านได้ ล้วนต้องอาศัยการบำเพ็ญปฏิบัติของตัวท่านเอง บำเพ็ญปฏิบัติจิตใจของท่าน มุ่งมั่นบำเพ็ญธรรมเพื่อเพิ่มพลัง(กง) และยกระดับของตัวเองให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หล่อหลอมให้เข้ากับคุณสมบัติของจักรวาล ท่านจึงจะสามารถยกระดับขึ้นมาได้ มีคนมาขอให้ข้าพเจ้าเซ็นชื่อ ซึ่งข้าพเจ้าไม่อยากเซ็น บางคนเที่ยวบอกคนเขาว่าอาจารย์เซ็นชื่อให้ บ้างต้องการโอ้อวด บ้างอยากได้รับการคุ้มครองจากสื่อสัญญาณของอาจารย์ นี่มิใช่จิตยึดติดหรอกหรือ การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมต้องพึ่งตัวเอง ท่านจะอาศัยสื่อสัญญาณอะไร การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมระดับสูงท่านจะอาศัยสิ่งเหล่านี้ได้หรือ ไม่ได้หรอก เป็นเพียงการพูดถึงสิ่งที่อยู่ในระดับการรักษาโรคและเสริมสร้างสุขภาพ

พลัง(กง)เกิดจากการบำเพ็ญปฏิบัติของท่าน ภายใต้จุลภาคที่เล็กมากๆ อนุภาคของพลังมีรูปลักษณ์เหมือนตัวท่านทุกประการ เมื่อหลุดพ้นการบำเพ็ญหลักธรรมในภพ ก็จะเป็นการบำเพ็ญปฏิบัติในร่างพระพุทธแล้ว พลัง(กง)ทั้งมวลจะเป็นรูปลักษณ์ของพระพุทธ สวยงามวิจิตรตระการตา นั่งอยู่บนดอกบัว ทุกๆ อนุภาคเล็กๆ ล้วนเป็นเช่นนั้น แต่สำหรับพลัง(กง)ของสัตว์ ล้วนมีรูปลักษณะเป็นสุนัขจิ้งจอก งู จำพวกนั้น ภายใต้จุลภาคที่เล็กมากๆ อนุภาคเล็กๆ ล้วนเป็นรูปลักษณ์ของสัตว์จำพวกนั้น ยังจะมีสื่อสัญญาณอื่นๆ อีก เช่นนำน้ำชาคนๆ แล้วให้ท่านดื่มเข้าไปก็ถือว่าเป็นพลัง(กง)อย่างหนึ่ง คนธรรมดาสามัญต้องการเพียงปลดทุกข์ชั่วคราว ผลักโรคภัยถอยห่างออกไปไว้ข้างหลังระงับไว้ชั่วคราว คนธรรมดาสามัญยังคงเป็นคนธรรมดาสามัญ เขาจะทำร้ายร่างกายตัวเองให้เลวร้ายอย่างไร เราไม่สนใจ พวกเราคือผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าจึงได้อธิบายสิ่งเหล่านี้ให้ท่านเข้าใจ พวกเราต่อไปอย่าได้ปฏิบัติเช่นนี้ อย่าไปพึ่งสื่อสัญญาณจำพวกนี้จำพวกนั้น อย่าไปรับสิ่งนั้นเข้ามาเป็นอันขาด มีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)บางท่านกล่าวว่า ฉันจะส่งสื่อสัญญาณให้พวกท่าน ให้พวกท่านคอยรับได้ทั่วทั้งประเทศ รับอะไร ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกท่านว่า สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดประโยชน์อันใด หากจะมีประโยชน์ก็เป็นเพียงการได้มาซึ่งการขจัดโรคเสริมสร้างสุขภาพ แต่ในฐานะที่พวกเราเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) พลัง(กง)คือสิ่งที่เราบำเพ็ญออกมาด้วยตัวเอง สื่อสัญญาณพลัง(กง)ที่มาจากผู้อื่นไม่สามารถทำให้ยกระดับชั้นให้สูงขึ้นได้ เป็นเพียงแต่ช่วยรักษาโรคให้คนธรรมดาสามัญ ต้องตั้งจิตให้มั่นคง การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมใครก็ทำแทนให้กันไม่ได้ ขอเพียงท่านบำเพ็ญปฏิบัติอย่างแท้จริง ตัวท่านเองก็จะยกระดับชั้นให้สูงขึ้นได้

ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าให้อะไรแก่ท่านได้บ้าง ทุกท่านทราบกันดีว่าพวกเรามีจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เคยฝึกพลัง(กง)มาก่อน ร่างกายมีโรคเบียดเบียนอยู่ มีหลายท่านแม้ฝึกพลัง(กง)มานานหลายปี แต่ยังคงวนเวียนอยู่แค่ระดับลมปราณ(ชี่) ไม่มีพลัง(กง)แต่อย่างใด แน่นอนบางคนนำไปใช้รักษาโรคให้ผู้อื่น ท่านคงไม่ทราบว่าท่านรักษาอย่างไร ในขณะที่ข้าพเจ้าพูดถึงปัญหาการสิงร่าง ข้าพเจ้าก็ได้ช่วยขจัดวิญญาณแปลกปลอมต่างๆ ที่สิงอยู่ในร่างของผู้บำเพ็ญจริง ไม่ว่าจะเป็นอะไร สิ่งที่ไม่ดีไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือภายนอกร่างกาย ก็จะขจัดออกไปจนหมดสิ้น ท่านที่บำเพ็ญธรรมจริงด้วยตัวเองอ่านหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)นี้ ร่างกายของท่านก็จะได้รับการชำระเอาสิ่งไม่ดีต่างๆ ออกไปด้วย พร้อมกันนี้สภาพแวดล้อมภายในบ้านของท่านก็จะต้องทำการขจัดเอาสิ่งไม่ดีออกไปด้วยเช่นกัน ป้ายสุนัขจิ้งจอก ป้ายพังพอน ที่ท่านเคยบูชามาก่อน ให้ขจัดออกไปโดยเร็ว ชำระให้ท่านแล้ว ไม่มีอะไรเหลือแล้ว เพราะว่าท่านต้องการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจริงๆ เราจึงสามารถเปิดทางสะดวกให้แก่ท่าน แต่จะกระทำให้แก่ผู้ที่ตั้งใจจะบำเพ็ญปฏิบัติจริงๆ เท่านั้น แน่นอนมีบางท่านไม่คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติ จนถึงเวลานี้เขาก็ยังไม่เข้าใจ ดังนั้นพวกเราก็จะไม่สนใจ พวกเราจะช่วยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจริงๆ

ยังมีคนอีกประเภทหนึ่ง คนเขาพูดว่าร่างของเขามีอะไรสิงอยู่ เขาเองก็มีความรู้สึกเช่นนี้ แต่เมื่อได้เอาออกให้เขาแล้ว จิตที่ระแวงทำให้เขารู้สึกว่ายังคงมีอยู่ ยังคงรู้สึกว่ามีสิ่งนั้นอยู่ในตัว เขายังคิดว่ามีอยู่ นี่ก็เป็นจิตยึดติดอย่างหนึ่ง เรียกว่าจิตระแวง นานๆ เข้าดีไม่ดีมันก็อาจเข้าสิงได้อีก ท่านจะต้องปล่อยวาง ตัดใจให้ได้ว่ามันไม่มีอยู่อีกต่อไป ข้าพเจ้าเคยจัดการให้แก่บางท่านในชั้นเรียนก่อนๆ ข้าพเจ้าได้ทำเรื่องเหล่านี้ ได้กำจัดวิญญาณแปลกปลอมออกหมดแล้ว

การบำเพ็ญปฏิบัติขั้นพื้นฐานของสายเต๋าต้องมีการวางรากฐานบางอย่าง เพื่อก่อเกิดวงจรสวรรค์(โจวเทียน) ตานเถียน ณ บริเวณท้องน้อยต้องก่อเกิด และสิ่งอื่นๆ อีกมากมายก็ต้องก่อเกิด ณ ที่นี้เราจะใส่ธรรมจักร(ฝ่าหลุน) กลไกพลังลมปราณ(ชี่จี) และกลไกบังคับ(จีจื้อ)อื่นๆ อีกมากมายมากกว่าหมื่นชนิดสำหรับการบำเพ็ญปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องให้แก่ท่านเหมือนการหว่านเมล็ดพืช หลังจากขจัดโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ท่านแล้ว สิ่งที่ควรทำก็ทำให้แล้ว สิ่งที่ควรให้ก็ให้หมดแล้ว ท่านจึงจะสามารถบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในวิชานี้อย่างแท้จริง มิฉะนั้นหากเราไม่ให้อะไรท่านเลย ก็เท่ากับเป็นเพียงการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เสริมสร้างสุขภาพเท่านั้น พูดกันให้ชัด บางคนที่ไม่บำเพ็ญจิต(ซินซิ่ง) ก็น่าจะหันไปฝึกกายบริหารดีกว่า

เมื่อท่านคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจริงๆ จึงจะรับผิดชอบต่อท่าน ท่านที่บำเพ็ญด้วยตัวเองก็จะได้รับการดูแลเช่นกัน แต่ต้องบำเพ็ญจริงๆ เราให้สิ่งต่างๆ แก่ผู้บำเพ็ญปฏิบัติจริง ข้าพเจ้าพูดแล้วว่า จะดูแลท่านเหมือนลูกศิษย์ นอกจากนี้หลักธรรมในระดับชั้นสูงท่านจะต้องศึกษาให้ถ่องแท้ รู้ว่าจะบำเพ็ญปฏิบัติอย่างไร กระบวนท่าฝึกทั้งห้าท่านจะต้องฝึกให้ครบ ฝึกให้ได้ทั้งหมด วันข้างหน้าท่านจึงจะสามารถบรรลุระดับชั้นที่สูงมาก เป็นระดับชั้นที่ท่านคาดคิดไม่ถึงว่าจะสูงถึงเพียงนั้น การได้มรรคผลย่อมไม่มีปัญหา ขอเพียงท่านบำเพ็ญปฏิบัติ ข้าพเจ้าถ่ายทอดหลักธรรมโดยผนวกเอาธรรมะระดับชั้นต่างๆ เข้าด้วยกัน วันหน้าในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติในระดับชั้นที่ต่างกัน ท่านจะพบว่ามีประโยชน์ในการชี้นำต่อท่านเสมอ

การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม วิถีชีวิตต่อไปข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลง ธรรมกายของข้าพเจ้าจะต้องจัดวางวิถีชีวิตใหม่ให้แก่ท่าน จัดวางอย่างไร บางท่านชีวิตยังมีเหลืออยู่มากน้อยเท่าใด เขาเองก็ไม่ทราบ บางท่านผ่านไปอีกสักครึ่งปีหรือหนึ่งปีอาจจะต้องป่วยหนัก อาจต้องล้มป่วยเป็นเวลานานหลายปี บางท่านอาจเป็นอัมพาตหรือโรคอื่นๆ ทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ วิถีชีวิตในวันข้างหน้าท่านจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมต่อไปได้อย่างไร สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราจะช่วยท่านขจัดออกไป ไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น แต่เราจะต้องพูดกันให้ชัดเจนไว้ก่อน เราจะช่วยผู้ที่บำเพ็ญปฏิบัติจริงเท่านั้น จะทำให้กับคนธรรมดาสามัญไม่ได้ เท่ากับเป็นการทำสิ่งไม่ดี การเกิดแก่เจ็บตายเป็นกฎแห่งกรรมของคนธรรมดาสามัญ จะไปทำลายตามอำเภอใจไม่ได้

เราถือว่าผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมเป็นผู้มีคุณค่ายิ่งนัก เพราะฉะนั้นจึงจะทำให้ผู้บำเพ็ญธรรมเท่านั้น แล้วจะดำเนินการอย่างไร หากอาจารย์มีบารมีสูงส่งมากๆ ก็คืออาจารย์ท่านมีแรงพลัง(กงลี่)สูงมากๆ ท่านก็จะสามารถช่วยปัดเป่ากรรมของท่านได้ อาจารย์ที่มีพลัง(กง)สูงจะสามารถช่วยขจัดปัดเป่าให้ท่านได้มาก อาจารย์มีพลัง(กง)ต่ำก็สามารถช่วยขจัดได้เล็กน้อยเท่านั้น เราขอยกตัวอย่างเช่น อาจารย์จะรวบรวมเอากรรมต่างๆ ที่มีอยู่ในชีวิตภายภาคหน้าของท่าน ขจัดให้ลดลงส่วนหนึ่งให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออีกครึ่งก็ยังมากเกินกว่าท่านจะก้าวข้ามไปได้ ยังสูงกว่าภูเขา จะทำอย่างไร เมื่อท่านบรรลุธรรม จะมีผู้ได้รับอานิสงส์จากท่านมากมาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คนเหล่านี้จะมาช่วยท่านแบกรับไปส่วนหนึ่ง แน่นอนแบ่งกันไปคนละนิดย่อมไม่ใช่สิ่งที่ลำบากนัก ท่านยังจะมีดวงชีวิตมากมายที่ผันแปรออกมาจากการปฏิบัติ นอกจากจิตหลัก(จู่เหวียนเสิน) จิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน) ยังมีตัวท่านอีกมากมาย ล้วนจะต้องช่วยท่านแบ่งเบาส่วนหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่ท่านจะต้องผ่านทุกข์ภัย ก็จะเหลือเพียงส่วนน้อย ถึงแม้จะเป็นเพียงส่วนน้อย แต่ก็ยังเป็นเรื่องใหญ่ ท่านก็ยังข้ามไม่พ้น จะทำอย่างไรดี ก็จะต้องแบ่งออกเป็นส่วนๆ หลายๆ ส่วน จัดวางไว้ในแต่ละระดับชั้นของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของท่าน นำมันมาใช้ขัดเกลาจิต(ซินซิ่ง)ของท่านให้สูงขึ้น ผันแปรกรรมของท่าน ช่วยเสริมพลัง(กง) ของท่านให้สูงขึ้น

นอกจากนี้ คนที่คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ข้าพเจ้าบอกแล้วว่ามันเป็นเรื่องที่เข้มงวดอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องที่อยู่เหนือคนธรรมดาสามัญ เป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าเรื่องใดๆ ในชีวิตของคนธรรมดาสามัญ นั่นไม่ใช่สิ่งที่อยู่เหนือธรรมดาหรอกหรือ เพราะฉะนั้นจึงมีข้อกำหนดที่สูงกว่าเรื่องใดๆ ในชีวิตของคนธรรมดาสามัญ มนุษย์เรานั้นมีจิตหลัก(เหวียนเสิน)ซึ่งจะไม่ดับสลาย ถ้าหากจิตหลัก(เหวียนเสิน)ไม่ดับสลาย พวกเราลองคิดดู จิตหลัก(เหวียนเสิน)ของท่านอาจเคยทำสิ่งไม่ดีอะไรไว้ สร้างกรรมไว้ในชาติก่อนๆ เป็นไปได้มากทีเดียว ท่านอาจเคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ติดค้างอะไรผู้อื่น รังแกใครไว้ ทำร้ายผู้อื่น ท่านอาจเคยทำในสิ่งเหล่านี้ หากเป็นเช่นนี้ ในระหว่างที่ท่านบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ในอีกมิติหนึ่งมันก็จะเห็นได้ชัดเจน ถ้าท่านต้องการรักษาโรคเสริมสร้างสุขภาพมันจะไม่ยุ่งกับท่าน มันทราบดีว่าท่านกำลังผลักโรคให้ถอยออกไปชั่วคราว ท่านไม่ชำระคืนในเวลานี้ วันข้างหน้าท่านก็ต้องชำระอยู่ดี ภายหน้าชำระคืนก็จะยิ่งหนัก เพราะฉะนั้นหากท่านไม่คิดชำระคืนในขณะนี้มันก็จะไม่ยุ่งด้วย

ท่านบอกว่าต้องการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม มันก็จะไม่ยอม ท่านจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ท่านกำลังจะไปแล้ว ท่านมีพลัง(กง)เมื่อใด ฉันก็จะตามไม่ทันและแตะต้องท่านไม่ได้ มันจึงไม่ยอมและคิดหาวิธีต่างๆ นานามายับยั้ง ไม่ให้ท่านบำเพ็ญปฏิบัติ ใช้วิธีการต่างๆ นานามารบกวนท่าน แม้กระทั่งจะฆ่าท่านให้ตายจริงๆ แน่นอนไม่ใช่ว่าขณะที่ท่านนั่งสมาธิอยู่ตรงนี้ดีๆ ศีรษะของท่านก็จะหลุดจากบ่าไป เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าจะต้องให้สอดคล้องกับสภาพของสังคมมนุษย์ แต่อาจเป็นไปได้ เมื่อออกจากบ้านท่านก็ถูกรถชน หรือตกจากตึก หรือเกิดอุบัติเหตุอื่นๆ เรื่องเหล่านี้อาจเกิดขึ้น เป็นเรื่องอันตรายมาก ในความเป็นจริงการบำเพ็ญปฏิบัติจริงไม่ง่ายดังที่ท่านคิด หากท่านคิดจะบำเพ็ญ ก็บำเพ็ญขึ้นไปได้หรือ ทันทีที่ท่านคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติจริง ท่านจะพบกับอันตรายถึงชีวิตต่างๆ จะพบกับปัญหาเหล่านี้ทันที มีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ไม่น้อยที่ไม่กล้าถ่ายทอดวิชาบำเพ็ญปฏิบัติธรรมชั้นสูงให้แก่ลูกศิษย์ เพราะเหตุใด ก็เพราะว่าเขาไม่สามารถทำในสิ่งนี้ เขาไม่สามารถคุ้มครองลูกศิษย์ได้

ที่ผ่านมามีผู้ถ่ายทอดธรรมะหลายท่าน สามารถสอนลูกศิษย์ได้เพียงคนเดียว เขามีความสามารถคุ้มครองลูกศิษย์ได้เพียงคนเดียว แต่จะให้คุ้มครองลูกศิษย์จำนวนมากเช่นนี้ อาจารย์ทั่วไปไม่ค่อยกล้าทำเช่นนี้ แต่ข้าพเจ้าขอบอกกับทุกท่าน ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าสามารถทำในสิ่งนี้ เพราะว่าข้าพเจ้ามีธรรมกายจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน เพียบพร้อมด้วยพลังธรรม(ฝ่าลี่)อันสูงส่ง สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ พลังธรรม(ฝ่าลี่)มหาศาล นอกจากนี้สิ่งที่พวกเรากระทำในวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่พวกท่านมองเห็นกันอย่างผิวเผิน ไม่ใช่เกิดจากความคิดชั่ววูบ ข้าพเจ้าสามารถบอกพวกท่านได้ว่า มีผู้บรรลุธรรมชั้นสูงมากมายก็ให้ความสนใจเรื่องนี้อยู่ นี่เป็นการถ่ายทอดหลักธรรมที่แท้จริงครั้งสุดท้ายของพวกเราในยุคธรรมะปลาย การกระทำของเราจะออกนอกลู่นอกทางไม่ได้ บำเพ็ญปฏิบัติไปตามทางแห่งธรรมอย่างแท้จริง ใครก็ไม่กล้าที่จะแตะต้องท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านมีธรรมกายของข้าพเจ้าคอยคุ้มครองดูแล จะไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น

มีหนี้ต้องชำระ เพราะฉะนั้นบนเส้นทางการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอาจเกิดเรื่องที่มีอันตรายบ้าง แต่ในเวลาที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ท่านจะไม่หวาดกลัว และก็จะไม่ให้ท่านได้รับอันตรายจริงๆ ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างให้พวกเรา เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าเปิดสอนที่ปักกิ่ง มีผู้ฝึกคนหนึ่งขี่จักรยานข้ามถนน และกำลังจะเลี้ยวไปอีกหัวมุมถนนหนึ่ง มีรถเก๋งคันหนึ่งแล่นมาด้วยความเร็ว เฉี่ยวเอาผู้ฝึกคนนี้ที่บริเวณหัวมุมถนน ผู้ฝึกคนนี้เป็นสตรีอายุ 50 กว่าปี ชั่วพริบตาเดียวรถเก๋งก็ชนเธออย่างแรง “ปัง” ศีรษะของเธอโขกเข้ากับหลังคารถคันนั้น โดยขาทั้ง 2 ข้างของเธอยังคาอยู่บนจักรยาน ศีรษะของเธอไม่เพียงไม่รู้สึกเจ็บ เลือดก็ไม่ออก ไม่มีรอยบวมช้ำที่ใด โชเฟอร์ที่ขับรถเก๋งตกใจจนแทบช็อก กระโดดลงมาดูว่าเธอได้รับบาดเจ็บที่ใด ถามว่าจะนำตัวเธอส่งโรงพยาบาลไหม เธอตอบว่าไม่เป็นไร แน่นอนผู้ฝึกของเราผู้นี้มีจิต(ซินซิ่ง)สูงมาก ไม่เอาเรื่องเอาราวกับโชเฟอร์คนนั้น แต่รถเก๋งกลับถูกกระแทกเป็นรอยบุบใหญ่

เรื่องประเภทนี้ล้วนเป็นเรื่องมาเอาชีวิต แต่ก็ไม่ได้รับอันตราย ครั้งที่แล้วที่เราเปิดสอนที่มหาวิทยาลัยจี๋หลิน มีผู้ฝึกของเราคนหนึ่ง เดินจูงจักรยานออกนอกประตูใหญ่ของมหาวิทยาลัยจี๋หลิน แต่เมื่อเขาเดินถึงกลางถนน ก็มีรถยนต์สองคัน วิ่งขนาบมาทั้งหน้าหลัง ขาดอีกนิดเดียวก็จะชน แต่เขากลับไม่รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย บ่อยครั้งที่ประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้พวกเราจะไม่หวาดกลัว ในชั่วพริบตานั้น รถยนต์ทั้งสองคันก็หยุดอย่างกะทันหัน ผู้ฝึกคนนี้ไม่ได้รับอันตรายแม้แต่น้อย

ที่ปักกิ่งก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้ ในช่วงฤดูหนาวท้องฟ้ามืดเร็ว ผู้คนมักจะเข้านอนแต่หัวค่ำ บนท้องถนนมักจะไม่มีคน เงียบสงัด มีผู้ฝึกของเราคนหนึ่ง ขี่จักรยานกลับบ้าน ข้างหน้าเขามีรถจี๊ปวิ่งอยู่คันหนึ่ง เขาตั้งหน้าตั้งตาขี่โดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง ทันใดนั้นรถจี๊ปก็หยุดกะทันหัน เขาไม่ทันสังเกต ก้มหน้าขี่จักรยานต่อไป แต่ว่ารถจี๊ปก็ได้ถอยรถอย่างกะทันหันและรวดเร็ว แรงทั้งสองนี้ถ้าปะทะเข้าด้วยกันสามารถทำให้เขาเสียชีวิตได้ ขณะที่กำลังจะชนเข้ากับจักรยาน ก็เหมือนมีแรงมาฉุดจักรยานให้ถอยหลังไปครึ่งเมตร ก็พอดีกับที่รถจี๊ปหยุดลงทันที อาจเป็นได้ว่าคนขับเหลือบเห็นว่าข้างหลังมีคน ผู้ฝึกคนนี้ก็ไม่รู้สึกหวาดกลัวในเวลานั้น ใครที่พบกับเหตุการณ์เช่นนี้ก็จะไม่รู้สึกกลัว แต่หลังจากนั้นอาจเกิดความกลัว สิ่งแรกที่เขาคิดก็คือ ใครฉุดลากฉันถอยหลังมาต้องขอบคุณเขา พอหันหน้าไปเพื่อจะกล่าวคำขอบคุณ แต่มองไปบนถนนไม่มีคนแม้แต่คนเดียว เขาเข้าใจทันทีว่าอาจารย์คุ้มครองเขาอยู่

ที่เมืองฉางชุนมีเหตุการณ์หนึ่ง ผู้ฝึกคนหนึ่งข้างบ้านเขากำลังก่อสร้างตึกสูง ตึกสมัยนี้สร้างกันสูงๆ เขาใช้เหล็กกลมขนาดเกือบ 2 นิ้ว ความยาว 4 เมตรทำเป็นนั่งร้าน ขณะที่เขาออกจากบ้านได้ไม่ไกล ทันใดนั้นก็มีเหล็กท่อนหนึ่งหล่นลงมาตรงกับศีรษะของเขา ผู้คนบนถนนต่างพากันตกตะลึง เขากลับรู้สึกเหมือนมีใครมาตบศีรษะ จึงหันหน้ากลับไปดู มองเห็นธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ขนาดใหญ่กำลังหมุนอยู่บนศีรษะ ขณะเดียวกันท่อนเหล็กนั้นก็แฉลบผ่านศีรษะเขาเสียบตั้งลงบนพื้น พวกเราลองคิดดูเหล็กที่หนักขนาดนั้นถ้าเสียบลงบนตัวเขา คงเหมือนไม้เสียบพุทรา อันตรายเหลือเกิน

เหตุการณ์ประเภทนี้มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แต่ผู้ฝึกของเราไม่ได้รับอันตราย เหตุการณ์พวกนี้ไม่แน่เสมอไปว่าท่านจะต้องประสบ บางคนอาจต้องประสบกับเหตุการณ์ประเภทนี้บ้าง จะประสบหรือไม่ก็ตาม รับรองว่าท่านจะไม่เกิดอันตรายใดๆ จุดนี้ข้าพเจ้ากล้ารับประกันได้ มีผู้ฝึกบางคนเขาไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของจิต(ซินซิ่ง) เพียงแต่ฝึกการเคลื่อนไหวไม่บำเพ็ญจิต ก็ไม่นับว่าเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม

พูดถึงเรื่องอาจารย์ให้อะไร ข้าพเจ้าก็ให้สิ่งเหล่านี้แก่พวกท่าน ธรรมกายของข้าพเจ้าจะคอยคุ้มครองพวกท่านจนกว่าท่านจะสามารถคุ้มครองตัวเองได้ เมื่อถึงเวลานั้นท่านก็หลุดพ้นการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในภพ ท่านก็ได้ธรรมะแล้ว แต่ท่านจะต้องปฏิบัติตนเป็นผู้บำเพ็ญธรรมอย่างแท้จริง ท่านจึงจะสำเร็จถึงจุดนี้ มีคนหนึ่งถือหนังสือของข้าพเจ้าเดินร้องตะโกนไปบนถนนว่า มีอาจารย์หลี่คอยคุ้มครองไม่กลัวถูกรถชน นี่เป็นการบ่อนทำลายหลักธรรมใหญ่ เราจะไม่คุ้มครองคนประเภทนี้ อันที่จริงลูกศิษย์ที่บำเพ็ญธรรมจริงก็จะไม่ทำเช่นนี้

สนามพลังงาน

ขณะที่เราฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)อยู่นั้นรอบๆ ตัวเราจะมีสนาม สนามนี้คือสนามอะไร บางคนบอกว่าเป็นสนามลมปราณ(ชี่) สนามแม่เหล็ก สนามไฟฟ้า ซึ่งความจริงท่านจะเรียกเป็นสนามอะไรก็ไม่ถูกต้อง เพราะว่าสนามชนิดนี้อุดมไปด้วยสสารต่างๆ มากมาย สสารซึ่งประกอบขึ้นเป็นมิติต่างๆ ในจักรวาลของเรา พูดได้ว่ามีอยู่ครบถ้วนในพลัง(กง)นี้ พวกเราเรียกว่าสนามพลังงานดูจะเหมาะสมกว่า ดังนั้นโดยทั่วไปจึงเรียกว่าสนามพลังงาน

สนามพลังงานนี้มีประโยชน์อะไร ทุกท่านคงจะทราบ พวกเราผู้บำเพ็ญธรรมในสายหลักจะมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง เพราะว่าเป็นผู้ผ่านการบำเพ็ญธรรมในสายหลัก เขาจะเปี่ยมล้นด้วยความเมตตา ซึ่งเข้ากับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล ความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น) ดังนั้นผู้ฝึกของพวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ในสนามพลังงานนี้จะรู้สึกได้ ไม่คิดในสิ่งชั่วร้าย โดยเฉพาะพวกเราที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้แม้แต่การสูบบุหรี่ก็ไม่คิด รู้สึกถึงบรรยากาศอันสงบร่มเย็น และมีความสุขสบายมาก นี่คือผลอันเกิดจากพลังงานที่ผู้ที่บำเพ็ญธรรมในสายหลักมีอยู่กับตัว บังเกิดผลภายในบริเวณสนามนี้ เมื่อท่านจบการเรียนในชั้นนี้ไปแล้ว พวกเราส่วนใหญ่จะมีพลัง(กง) มีพลัง(กง)จริงๆ เพราะว่าสิ่งที่เราถ่ายทอดให้แก่ท่านนั้นเป็นหลักธรรมในสายหลัก และท่านเองก็กำลังพยายามที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานจิต(ซินซิ่ง)ในการบำเพ็ญ ขอเพียงท่านบำเพ็ญปฏิบัติตามมาตรฐานจิต(ซินซิ่ง)ที่ตั้งไว้ ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ พลังงานของท่านก็จะพอกพูนมากขึ้นๆ

พวกเราเน้นการช่วยตัวเอง ช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือสรรพสัตว์ ดังนั้นเวลาธรรมจักร(ฝ่าหลุน)หมุนตามเข็มนาฬิกาเป็นการช่วยตัวเอง หมุนทวนเข็มนาฬิกาจะช่วยผู้อื่น หมุนทวนเข็มนาฬิกาก็จะปล่อยพลังงานออก ทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่อยู่ภายในบริเวณที่สนามพลังงานของท่านครอบคลุมถึงก็จะได้รับประโยชน์ด้วย เขาอาจมีความรู้สึกสบาย ไม่ว่าท่านจะเดินอยู่บนถนน อยู่ในที่ทำงาน ในบ้าน ก็จะบังเกิดผลเช่นนี้ คนที่อยู่ภายในบริเวณสนามพลังงานของท่าน สภาพร่างกายของเขาจะได้รับการปรับโดยที่ท่านไม่ตั้งใจ เพราะว่าสนามพลังแบบนี้สามารถปรับแก้สภาพผิดปกติต่างๆ ให้ดีขึ้น ร่างกายมนุษย์ไม่ควรจะมีโรค การมีโรคจึงเป็นสภาพที่ผิดปกติ มันจึงสามารถปรับให้ดี ผู้ที่มีความคิดไม่ดี คิดในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ภายใต้อานุภาพอันแรงกล้าของสนามพลังงานของท่าน สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาได้ ในขณะนั้นเขาอาจไม่คิดในสิ่งที่ไม่ดี เขาอาจกำลังคิดจะด่าคน ทันใดนั้นเขาอาจเปลี่ยนความคิด ไม่คิดทำเช่นนั้น มีเพียงสนามพลังงานที่เกิดจากการบำเพ็ญธรรมในสายหลักเท่านั้น จึงสามารถบังเกิดผลเช่นนี้ได้ ดังนั้นทางพุทธศาสนาจึงมีคำกล่าวว่า “แสงพระพุทธส่องสว่างไปทั่ว คุณธรรมสมบูรณ์แจ่มชัด” ความหมายก็เป็นเช่นนี้

ผู้ฝึกหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)จะเผยแพร่พลัง(กง)อย่างไร

ผู้ฝึกของเราจำนวนมากเมื่อจบชั้นเรียนไปแล้ว จะรู้สึกว่าเป็นหลักพลัง(กง)ที่ดีมาก คิดจะนำไปเผยแพร่ให้กับญาติสนิทมิตรสหาย ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ให้ใครก็ได้ สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าจะต้องบอกกล่าวกับพวกท่าน เราได้ให้สิ่งต่างๆ แก่ท่านมากมาย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าไม่ได้ ทำไมเราจึงให้แก่พวกท่าน ก็เพื่อให้ท่านบำเพ็ญปฏิบัติธรรม เพื่อการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเท่านั้น เราจึงให้สิ่งเหล่านี้แก่พวกท่าน กล่าวคือเมื่อท่านนำไปเผยแพร่ต่อ ต้องไม่นำสิ่งเหล่านี้ไปหาชื่อเสียงและประโยชน์ เพราะฉะนั้นท่านจะทำเหมือนข้าพเจ้าโดยเปิดชั้นสอนและเรียกเก็บค่าใช้จ่ายไม่ได้ เพราะว่าเราต้องมีค่าพิมพ์หนังสือ ค่าถ่ายเอกสารข้อมูลต่างๆ ค่าเดินทาง มีค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่เราก็เรียกเก็บในจำนวนที่ต่ำที่สุดในประเทศ ในขณะที่เราให้สิ่งต่างๆ แก่ท่านมากที่สุด เรานำท่านไปสู่ระดับสูงจริงๆ ข้อนี้คิดว่าพวกท่านคงจะเข้าใจ การเป็นผู้ฝึกของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) ต่อไปภายหน้าเมื่อท่านไปเผยแพร่วิชาของเรา ข้าพเจ้ามีข้อกำหนดอยู่ 2 ข้อ

ข้อที่ 1 จะต้องไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย เราให้สิ่งต่างๆ แก่ท่านมากมาย มิใช่เพื่อให้ท่านร่ำรวยมีชื่อเสียง แต่เพื่อช่วยให้ท่านพ้นทุกข์ ให้ท่านบำเพ็ญปฏิบัติธรรม หากท่านไปเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ธรรมกายของข้าพเจ้าจะถอนสิ่งต่างๆ ที่ให้แก่ท่านกลับคืนมาให้หมด ท่านก็จะไม่ใช่คนของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)อีกต่อไป สิ่งที่ท่านนำไปเผยแพร่ก็จะไม่ใช่หลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) ท่านเผยแพร่วิชาต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์และชื่อเสียง เป็นการให้บริการต่อสังคม ผู้ฝึกของเรามีอยู่ทั่วประเทศก็ทำกันเช่นนี้ ผู้ช่วยฝึกสอนในแต่ละที่ต่างก็เป็นแบบอย่างที่ดีด้วยการปฏิบัติของเขา การมาศึกษาวิชาของเรา หากท่านคิดจะมาเรียนรู้ มาศึกษา เราก็จะรับผิดชอบต่อท่าน โดยไม่มีการเรียกเก็บเงินแต่อย่างใด

ข้อที่ 2 ต้องไม่นำสิ่งที่เป็นของท่านเองปะปนเข้าไปในหลักธรรมใหญ่ กล่าวคือในระหว่างการเผยแพร่วิชา ไม่ว่าตาทิพย์ของท่านจะเปิดหรือยัง ท่านมองเห็นอะไรก็ดี มีความสามารถพิเศษอะไรก็ดี อย่าได้นำสิ่งที่ท่านเห็นมาอธิบายหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) สิ่งที่ท่านเห็นในระดับชั้นของท่านยังห่างไกลจากความหมายที่แท้จริงของหลักธรรมที่เราพูดมากมายนัก เพราะฉะนั้นต่อไปเมื่อท่านเผยแพร่พลัง(กง) จะต้องระมัดระวังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงจะรักษาหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเราให้คงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ยังไม่อนุญาตให้เผยแพร่หลักธรรมในรูปแบบเหมือนอย่างข้าพเจ้า และไม่อนุญาตให้จัดการบรรยายธรรมอย่างกว้างขวางในรูปแบบเช่นข้าพเจ้า เพราะท่านยังไม่สามารถอธิบายหลักธรรมได้ สิ่งที่ข้าพเจ้าบรรยายนั้นมีความหมายลึกซึ้ง โดยผนวกเอาสิ่งที่อยู่ในระดับชั้นสูงไว้ด้วย ท่านยังบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอยู่ในระดับชั้นที่แตกต่างกัน ต่อไปเมื่อท่านยกระดับสูงขึ้น ท่านกลับไปฟังคำบรรยายธรรมของข้าพเจ้า ท่านก็จะยกระดับสูงขึ้นอีก ถ้าท่านฟังต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ ท่านก็จะรับรู้และบรรลุในสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา การอ่านหนังสือก็เช่นกัน ข้าพเจ้าได้ผนวกเอาสิ่งที่อยู่ในระดับสูงในคำบรรยาย เพราะฉะนั้นหลักธรรมใหญ่นี้ท่านไม่สามารถที่จะบรรยายได้ และไม่อนุญาตให้ท่านนำเอาคำพูดของข้าพเจ้าไปเป็นคำบรรยายของท่านเอง ถ้าฝ่าฝืนท่านก็คือผู้ขโมยหลักธรรม ให้ท่านใช้คำพูดเดิมของข้าพเจ้าและเพิ่มเติมว่าอาจารย์พูดไว้อย่างไร หนังสือเขียนไว้อย่างไร ให้ใช้วิธีพูดแบบนี้ เพราะเหตุใดหรือ เพราะว่าเมื่อท่านพูดแบบนี้ก็จะมีพลังของหลักธรรมใหญ่แผ่กระจายออกมา ท่านจะนำสิ่งที่ท่านทราบมาถือเป็นหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ไปเผยแพร่ไม่ได้ มิฉะนั้นสิ่งที่ท่านนำไปเผยแพร่ก็จะไม่ใช่หลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) เท่ากับเป็นการบ่อนทำลายหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเรา สิ่งที่ท่านพูดตามข้อคิดเห็นและความคิดของท่านนั้นไม่ใช่หลักธรรม ไม่สามารถจะช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ได้ และจะไม่ก่อเกิดประโยชน์ใดๆ ดังนั้นไม่มีใครที่จะบรรยายธรรมนี้ได้

วิธีที่ท่านจะทำการเผยแพร่วิชา ให้ทำกันที่ศูนย์ฝึกหรือสนามฝึก โดยการเปิดเทปเสียงหรือวีดีทัศน์ให้ผู้สนใจศึกษาฝึกตาม และให้มีผู้ช่วยฝึกสอนคอยชี้แนะวิธีฝึก หรือจะใช้วิธีนั่งสัมมนาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ต้องเผยแพร่หลักธรรมใหญ่ด้วยวิธีนี้ นอกจากนั้นไม่ให้เรียกผู้คุมการฝึกของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ว่าอาจารย์ หรือปรมาจารย์ ในหลักธรรมใหญ่มีอาจารย์อยู่เพียงท่านเดียวเท่านั้น ไม่มีการแบ่งแยกว่าเข้าก่อนหรือเข้าหลัง ล้วนเป็นลูกศิษย์ทั้งนั้น

ในขณะที่พวกท่านเผยแพร่พลัง(กง) บางคนอาจคิดว่า อาจารย์สามารถใส่ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)เพื่อปรับสภาพร่างกายให้แก่ผู้ฝึก แต่เขาทำไม่ได้ ไม่เป็นไร ข้าพเจ้าเคยบอกกับพวกท่านแล้วว่า ข้างหลังของพวกท่านทุกคนมีธรรมกายของข้าพเจ้าอยู่ ไม่เพียงมีอยู่องค์เดียว ธรรมกายของข้าพเจ้าจะทำในสิ่งเหล่านี้ให้ ในขณะที่ท่านสอน หากเขามีบุญวาสนา ก็จะได้รับธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ในทันที หากบุญวาสนาของเขาน้อยหน่อย หลังการปรับสภาพร่างกาย บำเพ็ญปฏิบัติธรรมต่อไปก็จะได้รับเช่นกัน ธรรมกายของข้าพเจ้าจะช่วยปรับสภาพร่างกายให้เขา ไม่เพียงเท่านี้ ข้าพเจ้าขอบอกว่า อ่านหนังสือ ดูวีดีทัศน์ หรือฟังเทปบรรยายธรรมของข้าพเจ้า ศึกษาหลักธรรม ฝึกพลัง(กง) หากตั้งตนเป็นผู้บำเพ็ญธรรมอย่างแท้จริง ก็จะได้รับสิ่งที่ควรได้เช่นเดียวกัน

เราไม่อนุญาตให้ผู้ฝึกของเราไปรักษาโรคให้ผู้อื่น ผู้ฝึกของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)มีข้อห้ามมิให้ไปรักษาโรคให้แก่ผู้อื่นอย่างเด็ดขาด เราสอนให้ท่านบำเพ็ญขึ้นไป ไม่ให้เกิดจิตยึดติดใดๆ และก็ไม่ต้องการให้ท่านทำร้ายสภาพร่างกายของตัวเอง สนามฝึกพลัง(กง)ของเราดีกว่าสนามฝึกพลัง(กง)ของวิชาอื่น ขอเพียงท่านมาฝึกพลัง(กง)ในสนามฝึกของเรา ดีกว่าท่านไปรับการรักษาโรคอีกมากมายนัก ธรรมกายของข้าพเจ้านั่งล้อมเป็นวง เหนือสนามฝึกขึ้นไปในอากาศ อานุภาพของพลัง(กง)ครอบคลุมไปทั่ว โดยมีธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ใหญ่เป็นร่มกำบัง มีธรรมกายองค์หลักคอยปกป้องดูแล สนามฝึกพลัง(กง)ของเรามิใช่สนามฝึกพลัง(กง)ทั่วๆ ไป เป็นสนามบำเพ็ญปฏิบัติธรรม พวกเรามีจำนวนมากที่มีความสามารถพิเศษต่างก็เคยเห็นสนามของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเรานี้ มีแสงสีแดงสาดส่องครอบคลุมไปทั่ว

ธรรมกายของข้าพเจ้าก็สามารถจะใส่ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ได้โดยตรง แต่เราไม่ต้องการที่จะส่งเสริมให้เกิดจิตยึดติด เวลาที่ท่านสอนให้พวกเขาฝึกวิธีการเคลื่อนไหว และเขาบอกว่า ฉันมีธรรมจักร(ฝ่าหลุน)แล้ว ท่านอย่าได้คิดว่าท่านเป็นคนให้ ไม่ใช่เช่นนี้ ข้าพเจ้าต้องเน้นกับทุกท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เพื่อไม่เป็นการส่งเสริมให้เกิดจิตยึดติด ธรรมกายของข้าพเจ้ากระทำให้ทั้งสิ้น ผู้ฝึกของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)จะเผยแพร่พลัง(กง)ด้วยวิธีนี้

ใครที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักพลัง(กง)ของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) เขาก็คือผู้ทำลายหลักธรรมใหญ่ ทำลายหลักธรรมของเรา มีคนนำหลักธรรมไปหยอกล้อเป็นเรื่องสนุกปาก การกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่อนุญาตโดยเด็ดขาด วิธีบำเพ็ญปฏิบัติที่แท้จริงนั้นล้วนสืบทอดมาก่อนประวัติศาสตร์ สืบทอดต่อๆ กันมาเป็นเวลาอันยาวนาน บำเพ็ญจนได้บรรลุเป็นผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงจำนวนมาก ใครก็ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งนี้ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคธรรมะปลายของเรา เรื่องเช่นนี้ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ จึงขอให้ทุกท่านระมัดระวังในจุดนี้ด้วย

 


บทที่1  บทที่2  บทที่3  บทที่4  บทที่5  บทที่6  บทที่7  บทที่8  บทที่9  อธิบายศัพท์


info@falunthai.org

ลับไปหน้าแรก